วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เข้าทางใคร?

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมทายการตัดสินใจของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐได้ถูก รวมถึงเหตุผลในการตัดสินใจของเธอด้วย

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างห่วงนางเยลเลนในทิศทางที่จะขยับดอกเบี้ยในช่วงต่อไปพอสมควร เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ใช้พิจารณาในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการจากที่มีอยู่ 2 ปัจจัย ได้แก่ อัตราการว่างงาน และ อัตราเงินเฟ้อ มาเป็น 3 ปัจจัย ในปัจจุบัน ได้แก่ อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และ ความเป็นไปของเศรษฐกิจและการเงินในภาคต่างประเทศ


สิ่งนี้มองเผินๆ ดูแล้วถือว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าความชัดเจนของคำแถลงของการประชุมนโยบายการเงินที่เน้นประเด็นเศรษฐกิจและการเงินในภาคต่างประเทศอย่างชัดเจนกว่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในยุคของนายเบน เบอร์นันเก้นั้น ถือว่าเฟดได้นำความเสี่ยงของภาคต่างประเทศเข้ามาพิจารณาอย่างชัดเจน แม้ดูจะมีความเหมาะสมเนื่องจากสัดส่วนภาคต่างประเทศในมุมของการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐนั้น เพิ่มจากในอดีตที่ไม่ถึงร้อยละ 10 จนในปัจจุบันมีอยู่กว่าร้อยละ 20 ทว่านั่นก็ถือเป็นการเปิดช่องให้องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนเข้ามามีส่วนในการชี้นำการตัดสินใจของนางเยลเลนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งผมขอชี้ว่านี่คือ ‘ความเสี่ยงใหม่’ ของเฟดที่เปิดช่องให้มีอิทธิพลจากต่างประเทศในการตัดสินใจความเป็นไปของนโยบายการเงิน


หรืออาจจะมองในอีกมุมหนึ่งว่าเฟดค่อนข้างจะมีความไม่สมมาตรในการตัดสินใจนโยบายการเงิน หากท่านผู้อ่านยังจำกันได้สมัยที่นายเบอร์นันเก้ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE เมื่อ 2-3 ปีก่อนนั้น มีเสียงเรียกร้องว่าจะปั๊มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ จะไม่มองผลพวงที่มีต่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลกบ้างเชียวหรือ นายเบอร์นันเก้กลับตอบว่าเฟดแคร์แค่เศรษฐกิจสหรัฐ แต่มาถึงตอนนี้ นางเยลเลนกลับแคร์ภาคต่างประเทศมากในการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งผมอาจจะมองได้ว่าในขาที่สหรัฐได้ประโยชน์จาก QE ก็คิดถึงตนเองไว้ก่อน ทว่าถึงคราวที่เศรษฐกิจตนเองต้องได้รับผลกระทบกลับมองในภาพรวมของโลกเช่นกัน


ข้อสังเกตอีก 3 ประการที่แม้จะไม่ชัดเจน แต่เป็นสิ่งที่ผมเริ่มมีความคิดว่าอาจเป็นไปได้ แม้โอกาสยังน้อยทว่าไม่ควรประมาท ได้แก่


หนึ่ง การประวิงเวลาการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อาจมองว่าเป็นการชะลอให้ค่าเงินดอลลาร์ไม่ให้แข็งจนเกินไปในตอนนี้ ซึ่งในมุมหนึ่งก็เสมือนเป็นการทำสงครามค่าเงินกับจีนอย่างอ้อมๆ


สอง หากเฟดจะกลับลำจากการขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้มาเป็นนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อาทิ การทำ QE4 ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากดูจะมีข้ออ้างเรื่องภาคต่างประเทศแล้ว


สาม การที่คะแนนโหวตของคณะกรรมการเฟดออกมา 8-1 ให้คงดอกเบี้ย แสดงว่านางเยลเลนคุมเสียงส่วนใหญ่ได้ดี ซึ่งการเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสามารถทำได้ไม่ยากนัก


คราวนี้ มาถึงโจทย์ที่ผมตั้งไว้ข้างต้นว่า หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ แล้วใครหรือการลงทุนอะไรที่จะได้ประโยชน์ในตอนนี้บ้าง ดังนี้


หนึ่ง บรรดาเฮดจ์ฟันด์ค่ายต่างๆ ที่ต่างพากันทั้งเชียร์และขู่ก่อนเฟดจะตัดสินใจจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่ตลาดการเงินของกลุ่มตลาดเกิดใหม่เกิดความผันผวนเมื่อปี 2013 หรือ Taper Tantrum คงจะอยู่ไม่ไกลหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ โดยช่วงที่เฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ถือเป็นนาทีทองของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ที่จะหากำไรต่อเมื่อทั่วโลกลุ้นการขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบหรือหลายรอบ


สอง บรรดาองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือธนาคารกลางโลก การที่องค์กรเหล่านี้สามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจต่อเฟดถือเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐได้ในอนาคต แม้จะไม่ใช่การขยับของอำนาจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ทว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญในการออกมาตรการสำคัญต่างๆ ขององค์กรเหล่านี้ในอนาคต


สาม ตลาดหุ้นต่างๆ โดย


เฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่แกร่งนัก ยังมีเวลาให้ปรับตัวอีกสักระยะให้มีความแข็งแรงให้มากกว่านี้ก่อนที่จะเจอแรงเบียดของกระแสเงินทุนผันผวนในช่วงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงทองคำเองที่ยังอาจจะสามารถหวังได้เล็กน้อยว่าให้เฟดอาจจะกลับไปมี QE อีกรอบ ถ้ามีเหตุการณ์ที่พวกเราไม่ทราบหรือคาดไม่ถึงในตอนนี้


สี่ เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้ต่างประเทศเยอะๆ แต่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศน้อย ดังรูป จะได้มีเวลาปรับตัวอีกสักระยะ


ท้ายสุด ตัวเฟดเองจะได้มีเวลาตั้งหลักจับตาดูความเป็นไปของความเสี่ยงต่างๆ ของโลกอีกสักระยะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าอาจทำให้เฟดยังอยากขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่ในปีนี้ครับ


------------------------
หมายเหตุ : หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ