เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและยังต้องการความร่วมมือในการฟื้นความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ของทั้งคนไทยและประชาคมโลก
แต่น่าละอายยิ่งที่คนไทยกลุ่มหนึ่งยังไม่มีสำนึกต่อแผ่นดินเกิด ในความพยายามที่จะออกมาก่อกวนให้เกิดความไม่สงบในหลายๆ ประการ
ล่าสุดจะมีการรวบรวมคนไปประท้วงการเดินทางไปประชุมที่องค์การสหประชาชาติของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์นี้ โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีก็จะเดินทางไปให้กำลังนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน เป็นการไปทะเลาะกันให้ชาวโลกดูไม่ทราบว่าจะเป็นความภาคภูมิใจอะไรของผู้ที่จะออกไปต่อต้านการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หากไม่ชอบใจ ไม่พอใจก็ให้มาแสดงกันในประเทศเถิด เพราะการเดินทางไปประชุมที่สหประชาชาติของนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำความเสียหายอะไรต่อประเทศชาติบ้านเมือง แต่กลับน่าจะเป็นผลดีต่อประเทศในการไปแถลงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทยให้ประชาคมโลกได้เข้าใจ สะท้อนถึงความขัดแย้งของคนในประเทศที่จะไปแสดงต่อหน้าประชาคมโลก จึงอยากจะขอร้องให้ผู้ที่จะก่อกวนความสงบโปรดไตร่ตรองให้ดีถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นให้ดี
การก่อกวนความไม่สงบที่ใช้ความรุนแรงจนเกิดความเสียหายระดับประเทศได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2552 ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา ที่มีแกนนำคนเสื้อแดงบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ พัทยา ที่มีการทำลายข้าวของและตามไล่ล่าผู้นำประเทศต่างๆ จนต้องมีการล้มการประชุมครั้งนั้นไปในที่สุด คงจะเป็นความสะใจของแกนนำและผู้บงการอยู่เบื้องหลังที่สามารถทำลายประเทศให้ย่อยยับไป ที่หากเป็นในต่างประเทศหรือรัฐบาลที่โหดร้าย คงมีคำสั่งให้ใช้กำลังจัดการกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายให้เด็ดขาดไป ไม่ปล่อยให้ลอยนวลจนถึงปัจจุบันที่แม้ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำคุกแกนนำ แต่ก็ยังสามารถขอประกันตัวออกมาสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ที่ยังไม่ทราบว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด
ล่าสุดคือกรณีเหตุสะเทือนขวัญการวางระเบิดที่สี่ราชประสงค์ ที่ศาลพระพรหมที่เป็นที่เคารพ สักการะของคนไทยและชาวต่างประเทศ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างอนาถถึง 20 คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และมีผู้บาดเจ็บนับร้อยคน ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เวลาผ่านมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว ที่ความคืบหน้าบ้างแล้วแต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด แต่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนผู้ประสงค์ร้ายมากกว่า 20 คน ที่มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบที่มีการวางแผนไว้อย่างชัดเจนที่ต้องการทำลายเศรษฐกิจ หรือดิสเครดิตการทำงานของรัฐบาล ที่แบ่งเป็นกลุ่มจัดหาอาวุธ กลุ่มปฏิบัติการ กลุ่มหาที่พักพิง กลุ่มพาหนี (ออกนอกประเทศ) และกลุ่มผู้ให้สนับสนุนทางการเงิน แม้ว่าผู้ลงมือก่อการจะเป็นชาวต่างชาติที่ยังไม่สามารถระบุสัญชาติได้ แต่ทั้งนี้ มีความชัดเจนว่าจะต้องมีคนไทยร่วมงานด้วย เช่น การจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ในการประกอบระเบิด การจองห้องห้องพัก หรือการพาไปชี้จุดวางระเบิด เพราะคนต่างชาติเหล่านี้ไม่สามารถไปหาซื้อวัสดุ อุปกรณ์ประกอบระเบิด หรือกำหนดจุดวางระเบิดเองได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่ายังมีทนายความชาวไทยที่รับทำหน้าที่แก้ต่างให้กับผู้ต้องหาชาวต่างประเทศที่ถูกจับกุมคุมขัง คือนายชูชาติ กันภัย รองนายกสภาทนายความ ที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าในฐานะทนายความเขาควรพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือผู้ทำลายประเทศกันแน่ และผู้ต้องหานั้นมีเงินจากไหนมาว่าจ้างทนาย คงเป็นคำถามที่ค้างคาใจประชาชนส่วนมาก มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Paisal Puechmongkol
โดยนายไพศาลระบุว่าทนายคดีเสื้อแดงเป็นทนายนายคาราดักมือทำระเบิดราชประสงค์ คำถามจึงหลั่งไหลแต่ผมตอบไม่ได้ คือ (1) นายคาราดักถูกจับที่ชายแดนและทหารควบคุมตัวตลอดมา เขาเคยพบทนายที่ไหนและตั้งทนายตอนไหน (2) ใครติดต่อหาทนาย ใครว่าจ้าง ใครจ่ายค่าทนาย เพราะนายคาราดักไม่มีเงินในตัว (3) ข้อความที่ทนายแถลงเอามาจากไหน ใครแจ้งข้อความนี้ (4) ตอนนี้คดียังไม่ถึงศาล ยังไม่ต้องมีหรือยื่นใบแต่งทนาย ที่ว่าตั้งเป็นทนายตั้งอย่างไร คดีอะไร เพราะใบแต่งทนายต้องมีหมายเลขคดี (5) ถ้าอ้างการมอบอำนาจ มอบกันที่ไหนเมื่อไร ใครเป็นล่ามใครเป็นพยาน
ไม่ว่าจะเป็นคนไทยคนไหนที่สมคบกับผู้ทำลาย ทำร้ายประเทศไทย ก็ขอประณามคนไทยพวกที่ไม่มีสำนึกถึงพระคุณของแผ่นดินที่เป็นที่ให้กำเนิด และที่อยู่อาศัย อย่าได้ประสบกับความสุขความเจริญตลอดชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการจับตัวผู้กระทำการมาลงโทษด้วย ในการสร้างเสริมความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย









