นับจากวันนั้นถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว ที่ผมรู้จักกับกรรมการป.ป.ช. ‘วิชา มหาคุณ’
แต่ก่อนหน้านั้นรู้จักในนาม ‘ผู้พิพากษา’
ผมติดตามการทำงานของป.ป.ช.วิชา มาอย่างต่อเนื่อง ต้องเรียนเลยว่า ทั้งฐานะบทบาทผู้พิพากษา ทั้งบทบาทป.ป.ช. ‘วิชา มหาคุณ’ เสมอต้นเสมอปลาย
ผมมีโอกาสฟังกรรมการป.ป.ช.วิชา พูดถึงเสี้ยวหนึ่งของการทำหน้าที่ ‘มือปราบโกง’ ขอนำมาถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน ดังนี้
“ตั้งแต่ทำหน้าที่ ปี 2549 ได้เห็นข้อมูลต่างๆ มากมาย ในระยะแรก อาจจะมีความขัดข้องอันเนื่องมาจากวัฒนธรรมองค์กรว่าข้อมูลไหนเปิดเผยได้ ข้อมูลไหนเปิดเผยไม่ได้ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การไต่สวนแล้ว ก็เห็นว่า ถ้าประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้จะรู้ว่าอะไรเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน ก็จะได้รู้ช่องทางการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ป.ป.ช.
งานป.ป.ช.เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า ที่มาบรรจบกัน ขาดมุมได้มุมหนึ่งไม่ได้ มุมที่เป็นพื้นฐานคือ การให้ความรู้ประชาชน ว่าการทุจริตร้ายแรงอย่างไร คือการให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารป.ป.ช.โดยตลอด
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาใหญ่ นับตั้งแต่เป็นโฆษกป.ป.ช. จะให้ประชาชน เข้าใจในงานที่ทำได้ง่าย สื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าป.ป.ช.กำลังทำอะไร ลักษณะเช่นนี้องค์การต่อต้านทุจริตทั่วโลกทำมานานแล้ว คือ เน้นสัมผัสชุมชน จะเกิดพลังชุมชน ที่ป.ป.ช.ทำเป็นระบบครั้งแรกคือทุจริตจำนำข้าว
ให้ประชาชนสัมผัสว่า ข้าวสำคัญอย่างไรทำไมเราต้องยึดโยงไปถึงระดับสูงสุด ทำไมไต่สวนระดับสูงสุด ทั้งที่ร้องเรียนระดับสูง แต่ไม่ไปถึงระดับสูงสุด ระหว่างไต่สวนเราพบข้อมูลว่ามันสุดยอดแห่งความชั่วร้ายระดับโลก อย่างนี้ประชาชนไม่รู้ไม่ได้แล้ว ประกอบการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และมีชาวนาฆ่าตัวตาย เรื่องอย่างนี้จะปล่อยทิ้งไว้ได้อย่างไร ปล่อยไม่ได้
คนที่จะสัมผัสความความรุนแรงได้คือประชาชน เพราะตอนที่ไต่สวนครั้งแรก เริ่มที่มีชาวนาเดินขบวนมาที่ป.ป.ช. แล้วบอกว่าอย่าไต่สวนนะ ถ้าไต่สวนเป็นเรื่อง ขณะนั้นก็เกิดการยิงอาวุธสงครามเข้ามาภายในสำนักงานป.ป.ช. แล้วปิดล้อมหมดเลย มาจากเรื่องจำนำข้าว
เพราะฉะนั้น เราจึงบอกว่าไม่ได้แล้วต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ เราต้องฟ้องประชาชนว่าเรื่องร้ายแรงขนาดนี้เราถูกตามล่าไม่ให้ทำงาน ไม่มีที่ไหนในโลกเราจึงแจ้งไปที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ จึงออกแถลงการณ์เลยว่า ขอสนับสนุนป.ป.ช.ในการทำงาน
สื่อทั่วโลกออกไปหมดว่าเราไต่สวนอะไรบ้าง ต้องเผชิญกับความรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทำงานมา แต่ว่ามันแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนมีความสำคัญ ขณะไต่สวนเรื่องนี้ประชาชนเริ่มคล้อยตามเรา เริ่มมีองค์กรมาผนึกกำลังช่วยป.ป.ช.ในการทำงาน เราได้สื่อไปทุกจังหวัด 76 จังหวัด ตั้งคณะโฆษกประจำจังหวัด
ตั้งคนที่มีความรู้ความชำนาญด้านการสื่อสารทำงานรับส่งข้อมูล รับข้อมูลมาว่าประชาชนตอบสนองความต้องการของตัวเอง และที่อยากเข้ามาร่วมกิจกรรม ป.ป.ช. เราก็สามารถสื่อสารไปถึงประชาชน ชาวนา ได้ องค์กรรัฐวิสาหกิจหลายองค์กรทำงานร่วมกับป.ป.ช.อย่างแข็งขัน
ส่วนสามเหลี่ยมด้านเท่าอีก 3 อัน คือ ด้านการยึดทรัพย์ และการดำเนินคดีอาญาที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เป็นมาตรการที่ป.ป.ช.ดำเนินควบคู่กันไป








