วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องต่อยอด Smart Cities เป็น Silicon Valley ของประเทศไทย

ผมขึ้นเวทีตั้งวงเสวนากับ ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 (ไอซีที) คนใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้เพื่อขอรับทราบว่าประเทศไทยจะเดินหน้าสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านไอทีอย่างไร

ภายใต้เงื่อนเวลาจำกัดและความคาดหวังที่สูงจากประชาชน

ได้ประเด็นว่าจะช่วยให้ธุรกิจกลางและเล็ก (SMEs) สามารถเข้าถึงไอที เพื่อกระตุ้นธุรกิจให้กว้างขวางทั้งในรูปแบบ e-commerce และ electronic payment คือซื้อขายและจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกด้านหนึ่งคือการเดินหน้าสร้างระบบ e-government คือใช้ไอทีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้ได้อย่างคล่องตัวและจริงจังมากยิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือคำประกาศของรัฐมนตรีไอซีทีคนใหม่ที่จะทำให้เกิด Smart Cities ขึ้นโดยจะให้ภูเก็ตและเชียงใหม่เป็นโครงการนำร่อง

ผมถามว่าจะเห็นภาพอย่างนี้ชัดในสามเดือนหกเดือนหรือไม่ รัฐมนตรีอุตตม บอกว่าอย่างน้อยในระยะสั้นนี้ก็จะต้องตั้งหลักให้ได้

คำว่า Smart City อาจแปลเป็นไทยได้ว่าเป็น “เมืองอัจฉริยะ” หมายถึงเขตพิเศษที่มีความพร้อมเพื่อสร้างความเป็นเมืองทันสมัยด้านดิจิทัล เชิญชวนให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศรวมถึง venture capitalists ทั้งหลายได้มาสร้างธุรกิจด้านเทคโนโลยีกันอย่างคึกคักกว้างขวาง

Smart City จะมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เรียกว่า start-ups หรือ incubators ที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคตของประเทศ ซึ่งแปลว่ารัฐบาลจะต้องมีนโยบายลดหย่อนภาษี, สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม รวมไปถึงการลงทุนในการสร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ผมอยากเห็น Smart City ของไทยเป็นอย่าง Bangalore ของอินเดีย หรือ Silicon Valley ของสหรัฐด้านตะวันตกอันเป็นที่เกิดของนวัตกรรมระดับโลก ที่มีคุณค่าต่อประเทศอินเดียและอเมริกาเอง แต่ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้กับทั้งโลกอย่างต่อเนื่อง

ผมอยากเห็นวิธีคิดสร้าง “ผู้ประกอบการ” ขนาดกลางและเล็กที่เรียกว่า entrepreneurs อย่างคึกคักและเป็นระบบอย่างที่อิสราเอล เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ทำได้จนกลายเป็นตัวอย่างของประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเก่า ๆ มาเป็นประเทศแถวหน้าในการวิจัย พัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่ที่กล้าฉีกแนวจากวิธีทำธุรกิจแบบเดิม ๆ มาเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กล้าท้าทายยักษ์ใหญ่เช่นสหรัฐหรือยุโรป

ผมอยากเห็นการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับทิศทางการสร้างคนรุ่นใหม่ไทยที่พร้อมจะแข่งขันกับทุกคนในภูมิภาคนี้

ผมอยากเห็นกระทรวงไอซีทีจับมือเอกชน หาทุนให้กับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ที่อยู่ต่างจังหวัดเพื่อผลักดันนวัตกรรมระดับท้องถิ่นอย่างกว้างขวางและจริงจัง เพราะความแตกต่างและช่องว่างแห่งโอกาส ระหว่างคนเมืองกับคนชนบทยังมีสูงเหลือเกิน แต่ความมุ่งมั่นและความสามารถของคนรุ่นใหม่ ที่อยู่นอกเมืองหลวงนั้นไม่ได้แพ้คนกรุงแต่อย่างไร เพียงขอให้ได้มีโอกาสเท่าเทียมกัน เราก็จะเห็น “ดอกไม้ร้อยดอกบานสะพรั่งพร้อมกัน” ได้ไม่ยากเลย

ผมบอกท่านรัฐมนตรีไอซีทีคนใหม่ว่าแม้เวลาทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมีจำกัด และความคาดหวังของประชาชนจะมีสูง อีกทั้งยังมีงานเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ต้องทำให้ประชาชนทั่วไปเห็น “ผลงานระยะสั้น” แต่การปูพื้นเพื่อสร้าง Silicon Valley และ Bangalore ของประเทศไทยจะมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศชาติ

หาไม่แล้วเราก็มิอาจหลุดออกจาก “กับดัก” ที่เราติดอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว

ไม่ใช่เพียงแค่ “กับดักรายได้ปานกลาง” เท่านั้น

ที่ร้ายแรงและอันตรายกว่านั้นคือ “กับดักความคิดยอมจำนน ไม่กล้าแข่งกับใคร” ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างชาติสร้างบ้านเมืองอย่างยิ่ง