เวลานี้ มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในการเดินหน้าประเทศของ “คสช.” (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)
ช่วงเปลี่ยนผ่านผ่าทางตันทางการเมืองจากความขัดแย้งแตกแยก มาสู่การคืนประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้ประชาชน
แน่นอน เป็นความชัดเจนที่ประชาชนคนธรรมดา หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในขั้วขัดแย้ง ต่างมีความหวัง และคาดหวังสูง ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะเป็นรัฐบาลที่เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เหมือนที่ผ่านมา
แม้ว่าบางด้านยังต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เพื่อยืนยันคำมั่นสัญญา อย่างเช่นการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น“หัวใจ”ของการปกครอง และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า“คสช.” กล่าวเอาไว้ว่า“... วันนี้เรื่องการเมืองก็แรงประชาธิปไตยโลกก็แรง ตนไม่ฝืนประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยต้องเข้มแข็ง ถ้าหวังประโยชน์จากประชาชนตนรับไม่ได้ วันนี้ทุกคนเป็นเจ้านายตนแต่ต้องอยู่ในความสงบ เพื่อให้มีเสถียรภาพ หากมีประชาธิปไตยมีเสถียรภาพความขัดแย้งก็จะไม่เกิด ซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คือการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมีธรรมาภิบาล...”
นั่นเป็นคำมั่นสัญญาที่ชายชาติทหารอย่าง“บิ๊กตู่”จะต้องยึดถือ และมีคำพูดเป็น“นาย”เอาไว้แล้ว
ส่วนด้านการบริหารประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มาถึงตอนนี้ ดูเหมือน“คสช.”จะเริ่มคลำทางถูกแล้ว โดยเฉพาะการบริหารประเทศ ถ้ามองอย่างใจเป็นธรรม และถ้าไม่ติดว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถือว่า การทำงานหลายเรื่องคืบหน้า และเห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก
ที่สำคัญ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ถือว่า เป็น“จุดอ่อน”ในช่วงก่อนหน้านี้ หลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)“ประยุทธ์3” นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ออกมาเป็นระลอก ตั้งแต่การทุ่มงบประมาณกว่าแสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในระดับหมู่บ้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้าน และโครงการอื่นๆ
การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ“เอสเอ็มอี”ฯลฯ ก็ได้รับการขานรับจากหลายฝ่าย ว่า จะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ไม่นับมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวที่จะตามมาเป็นระลอก
นี่คือ จังหวะก้าวของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ถือว่า เดินเกมรุกอย่างเต็มตัว
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ที่เห็นได้ชัด และนับวันจะชัดเจนมากขึ้น ก็คือ การทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างรัฐบาลในอดีตกับปัจจุบัน
ถ้าสังเกตให้ดี พล.อ.ประยุทธ์ มักพูดอยู่เสมอว่า จะเอาตามที่“คสช.”เข้ามาช่วยแก้ปัญหา หรือว่า อยากกลับไปเป็นเหมือนอดีต ที่ขัดแย้งรุนแรง และใช้อาวุธออกมาทำร้ายกัน
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เห็นความต่างระหว่าง การเป็นคนเชื่อมั่นในขบวนการยุติธรรม กับคนที่หลบหนีคดี
พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนว่า จะไม่ปรองดองกับคนทำผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้คนที่หนีคดีกลับมาเข้าสู่บวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ก่อนนำไปสู่ขบวนการปรองดอง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
จำได้หรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อยากให้เรียกชาวบ้านคนยากจนในชนบทว่า“รากหญ้า” อยากให้เรียก “ผู้มีรายได้น้อย” จะดีกว่า จนเป็นข่าวฮือฮา
แม้แต่นโยบายรัฐบาล ที่กำลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็น“ประชานิยม” พล.อ.ประยุทธ์ และกุนซือใหญ่ทั้งหลาย ก็ยังช่วยกันคิด ชื่อและรูปแบบ“ประชารัฐ” ออกมา โดยทำให้เห็น ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับประชาชน โดยไม่มีบุญคุณในการหาเสียง แต่เป็นการที่รัฐอำนวยความสะดวกให้ เอกชน ประชาชน ได้ร่วมมือกัน
การทำให้เห็นความแตกต่าง ก็ดีไปอย่าง ทำให้เกิดทางเลือกกับประชาชน และสุดท้าย ก็อยู่ที่ประชาชน ว่าจะเลือกโรดแมพ“คสช.”หรือ ฝ่ายคัดค้าน และต่อต้าน“คสช.”ซึ่งถือว่า มีแนวทางที่แตกต่างอย่างชัดเจนนั่นเอง









