ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยที่ 0-0.25% ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2008
ด้วยมติ 9 ต่อ 1 โดยหนึ่งเสียงต้องการให้ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ FOMC เมื่อวันที่ 16-17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนางแจนเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกบีบบังคับให้เฟดต้องตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของเฟด พร้อมกับเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงในต่างประเทศและในตลาดการเงินระยะนี้อาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีอยู่อย่างจำกัด และมีแนวโน้มที่จะส่งผลลบต่ออัตราเงินเฟ้อต่อไปในระยะต่อไป จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจล่าสุด คาดว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)สหรัฐในปีนี้อยู่ที่ 2.1% ชะลอลงจากที่คาดไว้ 2.9% และในปีหน้าจะขยายตัวที่ 2.3% จากที่คาดไว้ 2.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อตอนนี้อยู่ที่ 0.3% ยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2% ค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อในปี 2016 จะอยู่ที่ 1.7% และปี 2017 อยู่ที่ 1.9% ก็ตาม สำหรับอัตราการว่างงานดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากที่ 5.1% ก็มีแนวโน้มว่าจะลดลงที่ 4.8% ในปีหน้าก็ตาม
หลังจากสถานการณ์ในต่างประเทศมีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น ทำให้เฟดต้องตัดสินว่าในสิ่งที่เหมาะสมคือการรอคอยต่อไป โดยที่เศรษฐกิจสหรัฐยังมีปัญหาทางด้านส่วนต่างของความมั่งคั่ง (Wealth gap) ท่ามกลางการอัดฉีดเงินผ่าน QE จำนวนมหาศาลถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่ออุ้มเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจและการเงินเมื่อ 7-8 ปีก่อน ส่งผลให้เฟดไม่กล้าตัดสินใจที่จะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เป็นปกติโดยปรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทั้งที่เม็ดเงิน QE ได้ทำให้เกิดสภาพคล่องที่ล้นตลาด และผลักดันให้ตลาดการเงินทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ โดยกำลังลามเข้าสู่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันลดค่าเงิน จนกลายเป็นสงครามในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในระหว่างงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2015 ก็มองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริบทของเศรษฐกิจการเงินโลกและเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในมิติต่างๆ กล่าวได้ว่าเป็น New Normal หรือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยากหลีกเลี่ยงได้ ทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลง มีนัยต่อการส่งออกไทย
ขณะที่แนวโน้มของเงินเฟ้อ ที่อยู่ในระดับต่ำทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาสินค้าและบริการของภาคธุรกิจ รวมทั้ง New Normal ในระบบการเงินโลกที่มีความเชื่อมโยงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนรุนแรงขึ้น และ New Normal ของโครงสร้างประชากรที่จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น มีนัยต่อภาคการผลิตรวม และความยั่งยืนทางการคลัง โดยที่ปรากฏการณ์เหล่านี้ มีขอบเขตที่กว้างกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง และยังรวมไปถึงความท้าทายในมิติต่างๆ ที่กระทบต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นต้องมีการปรับตัวภายใต้บริบทใหม่นี้ที่ต้องเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทาด้านเศรษฐกิจที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลยั่งยืน โดยมาจากการปรับตัวของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง ด้วยการดำเนินนโยบายเชิงรุกที่เหมาะสมนั้น ต้องมุ่งเน้นที่โครงสร้างเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างการรับมือกับการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มชะลอลง แม้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม และอีกส่วนหนึ่งสะท้อนปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ต้องกำหนดให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศในปัจจุบัน อาจนับเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่วนหนึ่งสะท้อนการบริหารเงินเฟ้อกับการคาดการณ์ที่ดีขึ้นภายใต้กรอบนโยบายที่ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายการเงินเองก็เป็นต้นตอของความไม่แน่นอน ทำให้สิ่งที่ทุกคนต้องจับตามองคือนโยบายการเงินในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐที่กำลังจะก้าวสู่ New Normal หรืออาจเรียกว่าที่แท้จริงแล้วคือ Back to Normal การกลับเข้าสู่ภาวะนโยบายการเงินที่เป็นปกติ ซึ่งทำให้ค่าชดเชยความเสี่ยงที่เรียกว่า Risk Premium อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป เนื่องจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผลกระทบต่อประเทศในตลาดเกิดใหม่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่ที่เฟดดำเนินการถอน QE กลับเข้าสหรัฐในปี 2013 เป็นต้นมาได้ส่งผลกระทบต่อการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล โดยทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในหลายประเทศ ดังตัวอย่างเช่นเงินเรียลของบราซิลอ่อนค่าลง 87% เงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลง 47% หรือเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลง 40%






