วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรียนรู้สแกนดิเนเวียมาพัฒนาไทย

ผมได้พาคณะไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ที่นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ในแถบสแกนดิเนเวียในระหว่างวันที่ 6-14 กันยายน ศกนี้

จึงนำความมาเล่าให้ฟังแบบทันด่วน เพื่อหวังใจมาปรับใช้กับการพัฒนาประเทศไทยของเรา

การพัฒนาพื้นที่ริมน้ำในกรุงออสโล

โครงการ‘the Fjord City’ เป็นโครงการฟื้นฟูเมืองในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำใจกลางเมือง ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ท่าเรือขนถ่ายสินค้า โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ในยุค 1980’s หรือตั้งแต่ช่วงปี 2523-2532 เป็นต้นมา ในยุคสมัยใหม่ท่าเรือหลักไม่จำเป็นต้องอยู่ในใจกลางกรุงอีกต่อไป สามารถขนส่งทางรางหรือทางอื่นกระจายไปได้ทั่ว จึงมีการย้ายท่าเรือออกไป แล้วพื้นที่ท่าเรือเดิม ก็นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์

ในพื้นที่บางส่วน จะใช้สำหรับโครงการอาคารชุดพักอาศัย ได้วางแผนไว้จำนวน 2,200 หน่วย แต่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีก โดยก่อสร้างบนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ โดยส่วนหนึ่งประมาณ 31 ไร่ จะเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ หรือพื้นที่สีเขียวที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่เหลือจะนำมาก่อสร้างประมาณ 450,000 ตารางเมตร ในแต่ละอาคารชุดพักอาศัย ยังจะมีพื้นที่พาณิชยกรรม เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างอีกด้วย

ในการพัฒนาพื้นที่นี้ แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในที่ดินของรัฐ แต่ก็มีการฟังเสียงของประชาชนที่อยู่โดยรอบด้วย แต่ใช่ว่าจะต้องทำตามข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่เสียทั้งหมด แต่หากมีข้อใดที่เห็นต่างกัน ก็จะมีการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ไม่ใช่แบบกรณีผังเมืองกรุงเทพมหานคร ที่เปิดรับฟังความเห็นของประชาชน และประชาชนเสนอขอแก้ไขประมาณ 2,000 ราย แต่มีการแก้ไขเพียง 3 ราย โดยไม่ได้มีการชี้แจงใดๆ การจัดประชุมชาวบ้านยังดำเนินการเป็นระยะๆ ไม่ใช่กระทำเพียงช่วงแรกๆ ของการดำเนินโครงการเท่านั้น

กรณีนี้เทียบเคียงได้กับการพัฒนาท่าเรือคลองเตย และพื้นที่รอบแม่น้ำเจ้าพระยาแถวถนนพระรามที่ 3 หากสามารถนำมาพัฒนาเป็นผืนเดียวกัน ก็จะสามารถสร้างศูนย์ธุรกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญในเมือง ยิ่งหากสามารถเชื่อมต่อด้วยระบบรถไฟฟ้า ก็ยิ่งจะประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

โครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมสวีเดน

 โครงการที่ว่านี้คือเขต “ฮามมาบี เฮอสตอด” (Hammarby Sjostad) แต่เดิมเป็นที่ทิ้งซากรถบ้าง ขยะบ้าง ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี โครงการนี้ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงสต็อกโฮล์มประมาณ 9 กิโลเมตรโดยทางรถยนต์ใช้เวลาขับรถประมาณ 9 นาที แต่หากใช้ระบบขนส่งมวลชนก็ราว 25 นาที ในโครงการมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของการพัฒนาเมืองนี้ ไม่ให้กลายเป็นเมืองที่อยู่โดดเดี่ยวห่างไกลไปมาลำบาก (โครงการหลายแห่งในไทย ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน หรือรัฐบาลไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านนี้ จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร)

โครงการนี้มีขนาด 2 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,250 ไร่ ทั้งนี้ 0.4 ตารางกิโลเมตร หรือ 250 ไร่ เป็นพื้นที่น้ำ มีห้องชุดพักอาศัย 12,000 หน่วย พื้นที่สำนักงาน 250,000 ตารางเมตร และอุตสาหกรรมเบารวมทั้งพื้นที่ค้าปลีกอีกจำนวนหนึ่ง ความสูงของอาคารคือ 24 เมตร (7 ชั้น) แต่บางอาคารก็แค่ 12 เมตรหรือ 4 ชั้นเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะแสงแดดในฤดูหนาวค่อนข้างน้อย และดวงอาทิตย์ทอแสงในมุมต่ำ หากอาคารสูงก็จะบังแสงอาทิตย์ แต่ในไทยกลับอยากให้สร้างเตี้ยๆ โดยไร้เหตุผล

ในแง่ของอสังหาริมทรัพย์ มีบริษัทพัฒนาที่ดิน 33 ราย มาร่วมก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายในพื้นที่นี้ โดยเทศบาลเป็นผู้จัดสรรแปลงที่ดินให้ กรณีนี้ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจัดสรรที่ดินให้ แล้วให้นักพัฒนาที่ดินมาลงขันช่วยกันพัฒนา โดยใช้เงินลงทุน 500 ล้านยูโร จากภาครัฐและอีก 3,000 ล้านยูโ รจากภาคเอกชน รวม 3,500 ล้านยูโร หรือ 140,000 ล้านบาท

ในด้านสิ่งแวดล้อม 50% ของไฟฟ้าและความร้อนมาจากการรีไซเคิล แต่ละบ้านจะนำขยะที่แยกแล้วมาทิ้ง เช่น เศษอาหาร (จะมีถุงกระดาษให้ใส่ต่างหาก) พลาสติก เศษไม้ ขยะพิษ มาทิ้งในท่อกลางสวนของโครงการอาคารชุด โดยไขกุญแจท่อแล้วใส่ลงไป โดยระบบนี้ทำเป็นระบบท่อใต้ดิน และ ณ เวลาที่แตกต่างกัน ขยะแต่ละประเภทจะถูกดูดด้วยระบบสุญญากาศ โดยไม่ปะปนกันไปยังเตาเผาขยะ เพื่อผลิตพลังงานและไฟฟ้าต่อไป

โครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมฟินแลนด์

หมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ “วีกคิ” (Viikki) เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ โดยที่อยู่อาศัยในโครงการวีกคินี้ 42% ผลิตโดยภาคเอกชนบนที่ดินของรัฐ 11% เป็นหอพักนักศึกษา เพราะมีมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ จุดเด่นของโครงการนี้ก็คือ อยู่ใกล้กับทางด่วน (ไม่ต้องเสียเงิน) ทำให้เดินทางสะดวก แต่ปกติก็มีรถไฟ และสามารถขี่จักรยานได้ เพราะห่างจากเมืองไม่ถึง 10 กิโลเมตร คาดว่าในปี 2558 นี้ จะมีประชากร 17,000 คน มีงาน 6,000 ตำแหน่ง และมีนักศึกษา 6,000 คน

ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะหันหน้าทางด้านใต้เพื่อรับแสงแดด และผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยมากก่อสร้างเป็นแบบ Single Corridor โครงการนี้เป็นโครงการที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดขนาดใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ ทั้งนี้ 30% ของพลังงานผลิตใช้สอยเองภายในโครงการ ในโครงการยังมีแปลงพืชผักต่างๆ ไว้รับประทาน และถือเป็นกิจกรรมกลางแจ้งร่วมภายในชุมชนอีกด้วย

อาจกล่าวได้ว่าในกรณีโครงการนี้ ความสำเร็จส่วนหนึ่งอยู่ที่ระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งทางด่วนและรถไฟ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการมีนักศึกษาอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่นี้ การสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นจุดขายสำคัญประการหนึ่งของโครงการนี้

โดยสรุปแล้วรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาชี้นำการพัฒนาที่ดิน แต่ไม่ใช่ทำเอง และโดยเฉพาะการพัฒนาที่ดินใจกลางเมือง ต้องให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่เอาไปสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่มีคนไปใช้สอยไม่กี่คนอย่างที่ไทยคิดจะทำที่มักกะสันและอื่นๆ