การสรุปหาสาเหตุการวางระเบิด ที่สี่แยกราชประสงค์ บริเวณใกล้ศาลท้าวมหาพรหม
เรื่องนี้บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก กับการตรวจสอบหาผู้เกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิด เป็นการทำงานที่ยากพอสมควรทั้งฝ่ายทหารและตำรวจ กระบวนการอย่างนี้คงมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย ซึ่งในทางสอบสวนเพื่อคลี่คลายปมของคดียังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ลงมือกระทำ และผู้เกี่ยวข้อง
เห็นการทำงานของทั้งตำรวจและทหารเวลานี้ เรียกว่าต้อง “เห็นใจ” เป็นการทำงานที่ไม่ง่าย ไม่เหมือนจับผู้ร้ายวิ่งชิงทรัพย์ตามข้างถนน หรือปล้นร้านค้า เพราะงานนี้เกี่ยวโยงกับหลายส่วนอยู่พอสมควร ไม่เฉพาะแต่ในประเทศ สำคัญยิ่งนักยังเกี่ยวข้องกับผู้คนที่อยู่นอกประเทศ
ช่วงที่ผ่านมาก็ต้องปรบมือให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันแกะรอยตามหาผู้ที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ใช่ตัวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่อย่างน้อยเริ่มมีเบาะแสที่ทำให้รู้ว่ากระบวนการนี้เป็นอย่างไร
เชื่อเหลือเกินว่าประชาชนคนทั้งประเทศ หรือแม้กระทั่งญาติพี่น้องผู้ที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ต่างเฝ้ารอการทำงานของเจ้าหน้าที่ของไทย เชื่อว่าทุกฝ่ายคอยให้กำลังใจและชื่นชมเต็มเปี่ยมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้
แต่ช่วง 1-2 วันนี้ดูเหมือนการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน เริ่มออกอาการงงๆ กับคำให้สัมภาษณ์ที่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามกันระหว่าง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.
การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศ เมื่อ 15 กันยายน 2558 บอกว่า ขบวนการก่อเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ เกิดจากขบวนการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายชาวอุยกูร์ 109 คน จากประเทศต้นทางไปยังประเทศปลายทาง มีไทยเป็นทางผ่าน
ขบวนการดังกล่าวได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเข้มงวดของไทย และมีการส่งชาวอุยกูร์กลับไปที่ประเทศต้นทาง ทำให้กลุ่มขบวนการดังกล่าวเกิดความโกรธแค้น จึงตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าวขึ้น
พล.ต.อ.สมยศ ยืนยันว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จำเป็นต้องส่งตัวกลับไปยังประเทศของชนชาตินั้นๆ ที่ผ่านมาไทยได้มีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศ ตามการพิสูจน์สัญชาติ ไม่เฉพาะประเทศจีนเท่านั้น
ขณะที่การให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี วันเดียวกัน บอกว่า “ไม่เกี่ยว” เมื่อถูกถามถึงสาเหตุการวางระเบิดที่แยกราชประสงค์ ที่มีแนวโน้มอาจจะเกี่ยวข้องกับการส่งชาวอุยกูร์ให้กับรัฐบาลรัฐบาลจีน โดยนายกฯชี้ว่า ชั้นต้นนี้ยังไม่เกี่ยว ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องมีคนออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่เขาก็ไม่ได้ตัดทิ้งประเด็นดังกล่าว
เช้า 16 กันยายน พล.ต.อ.สมยศ มีอาการหงุดหงิด เปิดให้สัมภาษณ์พร้อมๆกับตำหนิสื่อมวลชน ทำนองนำเสนอผิดประเด็น พร้อมชี้แจงว่าสาเหตุของการวางระเบิดเกิดจากสาเหตุที่รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายขบวนการค้ามนุษย์อุยกูร์ จนทำให้เกิดความโกรธแค้น ไม่ได้เกิดจากการที่รัฐบาลส่งชาวอุยกูร์ไปที่จีนแต่อย่างใด การที่รัฐบาลไทยส่งอุยกูร์ไปที่จีนนั้น ล้วนทำไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้อง
เชื่อว่าผู้คนทั้งประเทศก็ติดตามข่าวนี้อยู่เหมือนกัน หากฟังคำให้สัมภาษณ์แล้วจะเชื่อใคร?..จะฟังใคร? คงต้องพิจารณาเอาเอง
จริงๆ แล้ว การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในเรื่องที่ยังไม่ตกผนึกและอยู่ระหว่างการสอบสวน น่าจะให้สัมภาษณ์ให้น้อยลง หรือออกมาเป็นเรื่องเป็นราวเป็นครั้งเป็นคราว หากพูดอยู่ทุกวัน ความสับสนย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ สุดท้ายประชาชนไม่รู้จะเชื่อในข้อมูลส่วนไหนว่าเหตุการณ์ระเบิดเกิดจาก “สาเหตุอะไรกันแน่”
ฉะนั้นถ้าทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง การออกมาให้สัมภาษณ์เชื่อแน่ว่าจะไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องอย่างนี้เปราะบางอยู่ไม่น้อย วันนี้เราต้องให้กำลังเจ้าหน้าที่ทำงาน






