จริงอยู่ ถ้าว่ากันตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อาจดูเหมือนไม่มีอะไรสลับซับซ้อนให้ยุ่งยาก
ทั้งยังถือว่า เข้าทาง “คสช.” (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)ด้วยซ้ำ
นั่นคือ คสช.แต่งตั้ง“คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาใหม่ชุดหนึ่งไม่เกิน 21 คน ภายใน 30 วัน จากนั้นก็เป็นตามเงื่อนไขเวลา ที่ วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย อธิบายเอาไว้แล้ว ตามโรดแม็พสูตร 6-4-6-4 คือคณะกรรมการร่างฯใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ทำประชามติ 4 เดือนถ้าผ่านใช้เวลาทำกฎหมายลูกและให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 6 เดือนและอีก 4 เดือนสำหรับการเลือกตั้งรวมแล้ว 20 เดือนนับจากเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งบางเรื่องอาจทำให้สั้นลงได้
แต่ความยากที่มีบทเรียนมาแล้ว ก็คือ ทำอย่างไร จะให้นักการเมือง คนที่เกี่ยวข้องทั้งระบบยอมรับได้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกต่อต้านดูเหมือนจะอยู่ที่ การให้มี“นายกฯคนนอก” ได้, ที่มาของส.ส.และส.ว.ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และการมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เพื่อกำกับการปฏิรูปประเทศหลังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำ กำหนดในบทเฉพาะกาลให้มีอำนาจแก้วิกฤตการเมืองที่อำนาจปกติทำไม่สำเร็จ เพื่อรักษาความสงบของประเทศในช่วงประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่านระยะ 5 ปี จะให้มีหรือไม่ อยู่ตรงไหน อย่างไร เพราะเท่าที่ดูจากความต้องการของ “คสช.” นี่คือ“ไฟต์บังคับ”
เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะเห็นได้ชัดว่า บางเรื่องขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ต่อให้อ้างสรรพคุณเป็นยาวิเศษเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง อย่างที่ คณะกรรมาธิการยกร่าง ชุดดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อธิบาย ก็ตาม
ประเด็นที่ไม่ง่าย ยังโยงมาถึงการแต่งตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ เนื่อง จากคณะกรรมการชุดนี้ จะต้องแบกรับความต้องการของหลายฝ่ายเอาไว้บนบ่า ยิ่งกว่าชุดของ“บวรศักดิ์”เสียอีก เพราะต้องทำให้ดีกว่า หลายฝ่ายยอมรับได้มากกว่า เป็นประชาธิปไตยมากกว่า แถมยังมี “ไฟต์บังคับ” จาก คสช.ที่ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯอีกด้วย จะทำอย่างไร
ยิ่งกว่านั้น การแต่งตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด จากทุกฝ่าย ว่าจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจการเมืองเป็นอย่างดี มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน มีคุณธรรม มีหัวใจรักประชาธิปไตยหรือไม่
เพราะนั่นก็จะเป็นคำตอบของความเชื่อมั่นในอันดับแรกได้เช่นเดียวกัน และเป็นสิ่ง “คสช.” จะมองข้ามไม่ได้แม้แต่น้อยด้วย เพราะถ้าไม่มีความเชื่อมั่นตั้งแต่แรก ก็ไม่มีทางที่จะยอมรับในบั้นปลายได้เช่นกัน ทั้งยังจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จนแทบไม่เป็นอันทำงานได้
ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในสายตาของประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตยทั้งหลาย ที่คอยจับจ้องอยู่แล้วว่า “คสช.” จะคืนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชนแบบเต็มใบหรือไม่ หรือยังมีวาระอื่นแทรกซ้อน
ตลอดจนปัญหาความแตกแยกทางการเมือง ปัญหาการต่อต้านอำนาจ “คสช.” ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ที่ล้วนแล้วแต่มีความอ่อนไหวเปราะบาง และเป็นผลข้างเคียงที่จะทำให้“คสช.”ไม่อาจฟันฝ่าอุปสรรคไปได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น
ไม่นับปัญหาความไม่พอใจของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่นับวันยิ่งแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่า ไม่กลัวมาตรการควบคุมของ “คสช.” จนอาจบังคับให้ “คสช” ต้องใช้มาตรการรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่เป็นผลดีต่อ“คสช.”ในสายตาของคนไทยบางส่วนและนานาอารยประเทศ
ทั้งหมดตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า ความยากของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ตรงไหน และจะยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่ หากผู้มีอำนาจเริ่มจากไม่ฟังเสียงใครนอกจากพวกตัวเอง เพื่อที่จะให้ได้มาตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้น








