รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกมานานหลายปี และยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไร แต่หากประเมินจากการค้าการลงทุนของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากศตวรรษที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์ต่างๆประเมินกันว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจโลกอาจจะไม่เติบโตอย่างค่อยเป็นไปค่อยไปหรือสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า แต่จะเกิดภาวะความผันผวนในจุดต่างๆ ที่มีปัญหาเนื่องจาก ยังไม่สามารถปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้
มาตรการที่รัฐบาลออกมาขณะนี้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น อย่างน้อยก็ส่วนของผู้มีรายได้น้อยและในส่วนต่างจังหวัด จากเม็ดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านและการจ้างงานนับแสนล้านบาท นอกจากนี้การช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่รัฐบาลทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องโดยตรง และมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็ยังเหลือมาตรการในเรื่องฟื้นความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในลักษณะนโยบายด้านมหภาค
หากติดตามมาตรการของรัฐบาลตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่ามีการออกมาตรการกระตุ้น หรือสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน โดยหวังว่ามาตรการที่ออกมาในคราวเดียวกันหรือในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นและเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ ซึ่งหากพิจารณาจากแนวนโยบายไปแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างจากนโยบายในอดีตไม่มากนัก เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างสำคัญคือช่วงเวลาของมาตรการ หรือการเร่งรัดมาตรการเหล่านี้ออกมาได้ตรงที่ตรงเวลาหรือไม่
หากฟังสุ่มเสี่ยงของบรรดาภาคธุรกิจ และนักวิเคราะห์ต่างๆ จะเห็นว่าตั้งความหวังอย่างมาก กับมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่พยายามผลักดันออกมา หากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด เราชื่อว่าความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐจะเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว เพราะที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้กันทั่วไปอยู่แล้วว่าโครงการต่างๆของรัฐบาลก่อนหน้านี้ มักจะเกิดความล่าช้ากว่าแผนงานเสมอ หรือบางโครงการอาจชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งๆที่เริ่มต้นดูเหมือนจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าหากพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็ถือว่ามีหลายด้านจนไม่รู้จะแก้ตรงจุดไหนก่อน แต่อย่างน้อยมาตรการที่รัฐบาลผลักดันออกมาก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศได้ เหลือเพียงผลในทางปฏิบัติเท่านั้นที่ยังต้องรอสักระยะหนึ่ง ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาตินั้นเราไม่อาจไปชักจูงได้ เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับนักลงทุนเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าหากคนในประเทศมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลหรือระบบเศรษฐกิจตัวเอง ก็จะสามารถรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง
แต่ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณปัญหาในประเทศที่สำคัญ คือ ปัญหาทางการเมือง เนื่องจากยังต้องอยู่ในขั้นตอนของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งก็ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศพอสมควร โดยปัจจัยทางการเมืองในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานั้นถือว่าได้คลี่คลายระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเราหวังว่าไม่ว่าใครจะมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ หรือกฏกติกาที่ออกมาอย่างไร เราจะต้องไม่ให้การเมืองย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีต เพราะนั่นจะเป็นตัวบั่นทอนประเทศในระยะยาว และเป็นปัจจัยที่คนไทยด้วยกันเองเป็นคนสร้างกันขึ้นมา ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากเสียยิ่งกว่าปัจจัยจากภายนอก









