วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้ม ศก.ไทยหลังความไม่ชัดเจนของโครงสร้างทางการเมือง (2)

ในการศึกษาของ Robert J. Barro ได้แบ่งรายจ่ายรัฐบาลออกเป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ รายจ่ายที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคการผลิต

ในการศึกษาของ Robert J. Barro ได้แบ่งรายจ่ายรัฐบาลออกเป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ รายจ่ายที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคการผลิต และรายจ่ายที่เพิ่มประสิทธิภาพ รายจ่ายส่วนใหญ่ในระยะหลังเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพ แต่เพิ่มสวัสดิการและบรรเทาความเดือดร้อนมากกว่า ทั้งมาตรการควบคุมราคา แทรกแซงราคาสินค้าเกษตร รายจ่ายพวกนี้มีความจำเป็นแต่ไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะไม่ได้ไปเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้ดีขึ้น หรือขีดความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้น

สภาวะการตกต่ำของการส่งออกยาวนาน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่อีกด้านหนึ่งเป็นผลจากการที่เราลงทุน หรือใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิตน้อยเกินไป ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ทางด้านปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และภาวะวิกฤติฟองสบู่แตก ตลาดการเงินโลกอาจเผชิญความผันผวนมากขึ้นอีก จากการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารจีน ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้อัตราดอกเบี้ยโลกปรับตัวสูงขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ 

ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ จีนได้เทขายทรัพย์สินในรูปเงินดอลลาร์ เพื่อประคองไม่ให้เงินหยวนอ่อนค่ารุนแรงเกินไป เงินหยวนยังคงอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จากกระแสเงินไหลออก และการเทขายสินทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ Citi Research มีการพยากรณ์ว่า ทุกๆ การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 1% ของ GDP สหรัฐฯจะทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ US Treasury10 year เพิ่มขึ้น 0.15-0.35% หากจีนขายพันธบัตรสหรัฐฯมากกว่า 30% ของที่ถืออยู่ในทุนสำรอง จะกดดันให้ดอกเบี้ยระยะยาวของพันธบัตรสูงขึ้นรวดเร็วเกินไป ส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกได้ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ก็เป็นโอกาสการลงทุนสำหรับผู้ที่คาดการณ์ทิศทางตลาดได้อย่างถูกต้อง

เมื่อประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดทั้งปัจจัยบวกปัจจัยลบและปัจจัยเสี่ยง ที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงยังคงการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระดับต่ำกว่า 3% ในปีนี้ต่อไป และคาดหวังว่า สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าตามโรดแมพ (แม้นอาจจะช้าไป 6 เดือน จากการที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สามารถอธิบายได้ว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่ประกาศเอาไว้ จะส่งผลดีต่อการลงทุน และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการจัดทำเอฟทีเอต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี  

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีผลต่อปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ แม้นเป็นนโยบายประชานิยมเนื่องจากอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง บรรดามาตรการแจกเงินต่างหากที่ควรยกเลิก และมาตรการเศรษฐกิจชุดใหม่ ยังช่วยอุดจุดอ่อนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความล่าช้า และยังมีการนำเข้าในสัดส่วนสูง จึงส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นน้อย ทว่า จะส่งผลดีในระยะยาว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

เม็ดเงินเพียงแค่ 1.3 แสนล้านบาท เอาเฉพาะการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจสองแห่ง การรถไฟแห่งประเทศไทย การบินไทย และความเสียหายทางการคลัง จากมาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ก็เกิน 1.3 แสนล้านบาท ฉะนั้น เรื่องหนี้สาธารณะไม่ใช่ประเด็นปัญหา เม็ดเงินที่ใส่เข้ามาเพื่อกระชากให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา ต้องมากกว่านี้ และต้องอาศัยการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนเอกชนไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่หากยังไม่มีความชัดเจนทางการเมือง และความต่อเนื่องของนโยบาย มาตรการภาษี ต้องเน้นไปที่การกระตุ้นการลงทุน และไม่บิดเบือนพฤติกรรมการทำงานและการออม การออมจะเป็นฐานของการลงทุนในอนาคต  

หนี้สาธารณะจะกลายเป็นปัญหาวิกฤติ ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจไม่โตตามเป้าหมายมากกว่า หรือการก่อหนี้ที่ไม่อยู่ในกรอบวินัยทางการคลัง และไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาท เพราะเรามีความเสี่ยงทางการคลังอยู่ เนื่องจากเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า การกู้เงินใหม่ภายใต้ พ.ร.ก.พิเศษต่างๆ และงบชำระเงินต้นเงินกู้ ไม่มีกรอบกำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยโดยนักเศรษฐศาสตร์กระทรวงการคลัง (ดร.พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ดร.บุณฑรีก์ โฆษิตานุฤทธิ์ และคณะ) เพื่อให้มีการกำหนดกรอบเพิ่มเติม และตนในฐานะกรรมการ สบน.ขอสนับสนุนการทำงานของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ให้เดินหน้ายุทธศาสตร์นโยบายและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะเชิงรุก  (Pro-active Public Debt Policy and Management) เพื่อไม่ให้ประเทศของเราต้องเผชิญหน้าชะตากรรมเดียวกับประเทศกรีซ ประเทศยุโรปบางประเทศ และประเทศละตินอเมริกาบางประเทศ ที่มีระดับหนี้สินล้นพ้นตัวจนเข้าสู่ภาวะล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการคลัง มีการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง มีการก่อหนี้สาธารณะในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจในอนาคต รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นภาษี และปรับลดค่าใช้จ่ายและสวัสดิการในอนาคต เพื่อให้งบประมาณสมดุลและลดตัวเลขหนี้สาธารณะ ผลของการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน จึงมีข้อจำกัดจากสภาวะดังกล่าว ในขณะที่ ประเทศที่มีการขาดดุลงบประมาณต่ำ มีหนี้สาธารณะน้อย อาจไม่มีความกังวลของภาคเอกชนต่อการปรับเพิ่มภาษีในอนาคต หรือสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต อาจจะขยายการลงทุน ตัวอย่างของสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ปรากฏในญี่ปุ่นและหลายประเทศในยุโรป แม้นจะเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แต่มีผลต่อการกระตุ้นทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเด็นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อหนี้ครัวเรือน จากข้อมูลสถิติและงานวิจัยพบว่า จำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ในระดับเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 11.15 ล้านครัวเรือน (11,151,934 ถึง 12 ล้านครัวเรือน) มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่  248,004 บาท ในปี 2558 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2555-2556 และเพิ่มขึ้น 13% ในปี 2558 ระดับการเป็นหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูง การเป็นหนี้ในระดับสูงเป็นผลจากปัญหารายได้ไม่เพียงพอ มากกว่าการใช้จ่ายเงินเกินตัวหรือไม่ มีวินัยทางการเงินแต่ระยะหลังเป็นผลจากการกระตุ้นภาคการบริโภคแบบประชานิยม หากกองทุนหมู่บ้านและโครงการลงทุนขนาดเล็กก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน การจ้างงาน การประกอบอาชีพ การยกระดับมูลค่าและคุณภาพสินค้าหรือบริการที่ผลิต จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนลดลงไม่ได้เพิ่มขึ้น หากเม็ดเงินเหล่านี้ไม่หมุนเวียน ไม่เป็น Revolving Credit หรือไม่เป็นสินเชื่อหมุนเวียนในชุมชน สินเชื่อส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อการบริโภคหรือการลงทุนที่ไม่ยั่งยืน หรือนำไปชำระหนี้เดิม จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่าเดิม สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการให้เข้าถึงสินเชื่อมาได้ง่ายขึ้น มากขึ้น จะไม่มีผลทำให้ระดับหนี้สาธารณะและระดับหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น หากไม่มีการรั่วไหลออกจากระบบมากเกินไป    

ฉากทัศน์สำหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทย และคุณภาพชีวิตของคนไทย ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ เราจะใช้โอกาสในเวลานี้อย่างไร ในการลงทุนเพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมั่นคง ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หลังทศวรรษแห่งวิกฤติแห่งความขัดแย้งทางการเมืองครับผม