สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในโลกทำให้ประเทศต่างๆ ล้วนต้องพึ่งพาตนเองในรูปของการออกมาตรการ
ประคับประคองเศรษฐกิจ เพราะจะหวังพึ่งหรือรออานิสงส์จากบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ อาจต้องผิดหวัง เนื่องจากสหรัฐซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก กำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวและการเติบโตยังไม่สูงมากนัก ส่วนเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีนที่มีอัตราการขยายตัวสูงลิ่ว กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนสมดุลทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการชะลอตัวในหลายด้าน สำหรับญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก ก็กำลังมีการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งใหญ่เพื่อฉุดประเทศขึ้นจากภาวะเงินฝืด
ยักษ์ใหญ่อย่างจีนนั้น แม้ไม่ได้ออกมาตรการกระตุ้นชุดใหญ่มาทีเดียว เพื่อรับมือสถานการณ์เหมือนเมื่อครั้งวิกฤติการเงินโลก แต่ได้ทยอยออกมาเป็นระยะๆ รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางขึ้น 10% ปีนี้ จาก 7% ของเมื่อต้นปี นอกจากนั้น รัฐบาลจะเร่งโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ อนุญาตให้บริษัทขนาดเล็กได้ประโยชน์มากขึ้นจากการลดภาษี และส่งเสริมเงินทุนเอกชนให้ลงทุนในภาคสำคัญๆ
การเพิ่มใช้จ่ายภาครัฐของจีน ประกอบกับการลดดอกเบี้ย 5 ครั้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว น่าจะทำให้ความเสี่ยงต่างๆ ลดลง อีกทั้งมาตรการที่ออกมารอบด้านทั้งกระตุ้นทางการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจมหภาคที่ประกาศใช้แล้วและคาดว่าจะประกาศใช้ น่าจะทำให้การเติบโตของทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 7% อันเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีจีนอธิบายถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าการปรับสมดุลจากที่เน้นการลงทุนและการส่งออกไปเน้นการบริโภคในประเทศ จะเป็นกระบวนการที่เจ็บปวด พร้อมยอมรับว่าเศรษฐกิจเผชิญการท้าทายและแรงกดดันขาลง แต่จะไม่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง เพราะรัฐบาลมีศักยภาพในการประคับประคองการเติบโต
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างอินโดนีเซีย ก็เพิ่งประกาศมาตรการหลากหลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการปรับกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการทำธุรกิจ และลดกฎระเบียบที่ไม่เกี่ยวข้องอันเป็นอุปสรรคด้านขีดแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบด้านการค้าและอุตสาหกรรมที่ซ้ำซ้อนกัน นอกจากนั้น ยังมีนโยบายช่วยเหลือคนจน อย่างการลดราคาเชื้อเพลิงสำหรับชาวประมง การเพิ่มเงินอุดหนุนแก่หมู่บ้านต่างๆ และเสริมสร้างโครงการจัดหาข้าวราคาถูกให้แก่ผู้มีฐานะยากจน
การผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในกรณีของไทยเอง จึงนับเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่เศรษฐกิจโลกซบเซา เพราะแม้ประเทศอุตสาหกรรมดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงิน อย่างสหรัฐที่เพิ่งยุติไปหลังจากใช้มานาน ส่วนญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรปกำลังใช้อยู่ในรูปของการผ่อนคลายเชิงปริมาณนั้น แต่หลายเสียงพูดตรงกันเกี่ยวกับนโยบายนี้ รวมถึงนายกฯจีนที่ระบุว่าประเทศต่างๆ ไม่ควรพึ่งพาเฉพาะมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจโลก ขณะก่อนหน้านี้รัฐมนตรีคลังกลุ่มจี 20 กล่าวว่าการดำเนินนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปสู่การเติบโตที่สมดุลได้









