ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องของ “สงครามค่าเงิน” หรือ Currency Wars ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง
เมื่อทางการจีนตัดสินใจประกาศลดค่าเงินหยวน หรือ Renminbi (RMB)ลงเป็นหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่วันอีกทั้งยังประกาศขยายช่วงเพดานการซื้อขายของวัน (Trading Band) หรือ จากเดิมเคลื่อนไหวได้ในแต่ละวันไม่เกิน 2% ไปเป็น วันละไม่เกิน 3% (จากปีที่แล้วซึ่งอยู่เพียงแค่ 1 % ต่อวัน) ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการเปิดช่องให้ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวไปถึงจุดเป้าหมายหรือ Target ได้เร็วและแรงขึ้น (ในวัน ๆ หนึ่งสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้มากขึ้น) จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นการประกาศ Currency Wars ของจีนแล้ว
สำหรับในประเด็นนี้ อาจจะไม่น่าประหลาดใจสำหรับหลายท่าน (ผู้ที่คอยติดตามข้อมูลข่าวสาร) เนื่องจากมีข่าวว่าจีนเองนั้นมีความพร้อมกับสงครามค่าเงินมานานพอสมควรแล้ว โดยบุคคลระดับคนสำคัญอย่างรองผู้ว่าการธนาคารกลาง (Deputy Governor of People's Bank of China ) ก็ยังได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีทั้งในด้านนโยบายทางการเงินและกลไกที่เกี่ยวข้อง (China ‘Fully Prepared’ for Currency War, The Telegraph, 2 มี.ค.56) โดยในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาจีนได้มีความพยายามในการเพิ่มบทบาทของเงินสกุล RMB ในเวทีการค้าโลก หรือ การ Internationalization of RMB เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.2553 ที่มีการเปิดให้มีการ Settlement เงินสกุล RMB ได้ที่ฮ่องกงตามด้วยเดือนม.ค. 2554 ที่อนุญาตให้มีการซื้อขาย RMB ในสหรัฐ พร้อม ๆ กับการเดินสายทำข้อตกลง Currency Swap Line กับประเทศคู่ค้าสำคัญทั่วโลก อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไทย บราซิลอาร์เจนติน่า ฯลฯอันเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในแต่ละประเทศสามารถเข้าถึงเงินสกุลหยวนได้
คำว่า Currency Wars หรือสงครามค่าเงิน เป็นการแข่งกันให้ค่าเงินของแต่ละประเทศให้อ่อนค่าลง (Competitive Devaluation) ได้เริ่มและเกิดขึ้นมาอย่างเงียบๆ แล้วตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐ ซึ่งหลายประเทศมีแรงจูงใจที่จะแข่งกันทำให้ค่าเงินของประเทศตนอ่อนค่าลงเพื่อเป็นการเพิ่มการส่งออก เพิ่มการจ้างงานรวมถึงเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศนั้น ๆโดยบุคคลแรกที่นำได้เอาคำว่า “Currency Wars” มากล่าวต่อสาธารณชน คือ รัฐมนตรีคลังของบราซิล นายกุยโด แมนเตก้า (Guido Mantega) เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2553 ที่ออกมาประกาศว่าการที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ตั้งใจทำให้ค่าเงินของประเทศตนอ่อนค่าลงได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกของบราซิลในช่วงเวลานั้น
ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยนโยบายทางการเงินที่ถูกผ่อนคลายอย่างสุดขั้วอย่าง Quantitative Easing นำร่องโดย สหรัฐอเมริกา ตามด้วยอังกฤษ ญี่ปุ่น ยุโรป ล้วนทำให้ค่าเงินของประเทศต่าง ๆ ที่ทำนโยบายนั้น ณ ขณะนั้น อ่อนค่าลงไล่ตามลำดับ และการประกาศ Currency Warsของจีนด้วยการลดค่าเงินหยวนในรอบล่าสุดนี้ ชวนให้น่าสนใจว่า จุดจบ หรือ Endgame ของสงครามค่าเงินที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 6 - 7 ปีแล้วนี้จะมีบทสรุป หรือ Endgame อย่างไรซึ่งผมขออนุญาตเห็นด้วยตามแนวคิดของ Jim Rickards (ผู้แต่งหนังสือ Currency Wars: the making of the next global crisis ตีพิมพ์ในปี 2011) ผู้ซึ่งได้ทำนาย Endgame ของ Currency Wars ไว้เป็น 4 แนวทาง หรือ “The Four Housemen” (อุปมาอุปไมยด้วยคำศัพท์The Four Housemen of the Apocalypse ใน Bibleซึ่งหมายถึง 1 War (สงคราม) 2 Famine (ความอดอยาก) 3 Pestilence (ภาวะโรคระบาด) และ 4 Death (การสิ้นสุด))
ใน 4 แนวทางที่ว่าหากจะเรียงลำดับจากความรุนแรงจากน้อยไปหามาก ก็ได้แก่ 1.การมีเงินสกุลสำรองของโลกเพิ่มขึ้นอีกหลายสกุลนอกเหนือจากเงิน US Dollar (Multiple Reserve Currencies) 2.เงินสำรองของโลกเปลี่ยนไปเป็น Special Drawing Rights(SDR)ของ IMF 3.การกลับไปใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของ Gold Standardและ 4.เกิดภาวะสับสนอลหม่าน หรือ Chaos
สำหรับ JimRickards แล้วว่ากันตามหนังสือ ส่วนตัวแกเห็นว่าแนวทางที่ 1 หรือการที่โลกจะมี Multiple Reserve Currencies มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงว่า Endgame ของ Currency Wars ในครั้งนี้ น่าจะจบแบบแนวทางที่ 4 หรือ Pale Horse นั่นคือ ภาวะ Chaos ตามมาด้วยการกลับไปใช้ Gold Standard (ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือ Currency Wars และหนังสือเล่มถัดไปของ Rickards ได้แก่หนังสือเรื่อง The Death of Money: The Coming Collapse of the International Monetary System ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปีที่แล้ว)
สำหรับผม จากการที่ได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2558 มีข่าวว่าประธานาธิบดี Vladimir Putin ได้พยายามผลักดันผ่านสภาให้มีการใช้สกุลเงิน “Altyn" แทนที่จะใช้สกุลเงินดอลลาร์ หรือ ยูโร ในประเทศในกลุ่มของSoviet Union เดิม อันได้แก่ Russia, Armenia, Belarus, Kazakhstan, and Kyrgyzstan(หรือ แนวคิดที่เรียกว่า the Eurasian Currency Union)(Businessinsider.com, 5 September 2015) อันเป็นจุดเริ่มทำให้ผมเริ่มว่าแนวทางตาม“ม้าตัวแรก” หรือ ม้าสีขาว ใน Bible นั่นก็คือ Multiple Reserve Currencies(ได้แก่ ดอลลาร์ ยูโร หยวน และ Altyn ในแต่ละ Bloc) ก็มีทางที่จะเป็นไปได้
ขณะอีกด้านหนึ่ง จีนก็พยายามที่จะผลักดันให้สกุลเงินของตนนั่น ก็คือ หยวน หรือ Renminbi (RMB)ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าสำหรับSpecial Drawing Rights (SDR) ของ IMF ซึ่งล่าสุด ทางคณะกรรมการบริหารของ IMF ได้มีมติออกมาว่า อย่างเร็วที่ RMB จะเป็นส่วนหนึ่งของ SDR ได้ก็คือวันที่ 30 ก.ย.2559 หรือ ก.ย.ปีหน้า(Bloomberg, 20 August 2015) ซึ่งหากในช่วงเวลานั้น RMB สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ SDR ได้จริง แนวทางของ “ม้าตัวที่ 2” หรือ ม้าสีแดง นั่นก็คือเงินสำรองของโลกเปลี่ยนไปเป็น Special Drawing Rights (SDR) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ซึ่งสำหรับตัวผมนั้น คิดว่าCurrency Wars นี้น่าจะจบลงแบบ“ม้าตัวที่ 2” นี้ละครับ นั่นคือ ระบบเงินสำรองของโลกจะเปลี่ยนไปเป็น Special Drawing Rights (SDR) เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้วผมเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่ของโลกน่าจะตกลงประนีประนอมกันได้ เพราะว่าคงไม่มีใครอยากจะให้จบลงแบบสภาพ“ม้าตัวที่ 4”หรือ ภาวะ Chaos ซึ่งคือว่าเป็นจุดจบแบบ Lose Loseตามคำพยากรณ์ของ Rickards ข้างต้น ครับ








