วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา : จับตาทิศทางของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกก็ได้ออกมาเตือนไม่ให้เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากความผันผวนหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก

 

         

ท่ามกลางข่าวเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวค่อนข้างอ่อนแอ ในแทบทุกภูมิภาคก็จะมีแต่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ดูจะเติบโตได้อย่างแข็งแรงมากที่สุด   ทั้งนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไตรมาสที่สอง ที่ประกาศใหม่ล่าสุดในปลายเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 3.7 สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ร้อยละ 3.2  นอกจากนี้แล้วอัตราการว่างงานยังลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ร้อยละ 5.1 (หลังเกิดวิกฤติการเงินในปี ค.ศ.2008 อัตราการว่างงานในปี ค.ศ. 2009 อัตราการว่างงานเคยขึ้นไปแตะที่ระดับร้อยละ 10)  และนับเป็นระดับอัตราการว่างงานระดับปกติ และเป็นเป้าหมายที่ต้องการของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา  แต่อัตราเงินยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 2 

         

การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับสูงนี้ มาจากการขยายตัวของการบริโภคของครัวเรือนที่เติบโตดีขึ้น ด้วยปัจจัย 3 ประการคือ การจ้างงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอัตราการว่างงานเข้าสู่ระดับปกติ  ราคาน้ำมันที่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง  และราคาบ้านที่ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทำให้ความมั่งคั่งของชาวอเมริกันสูงขึ้น  จึงจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น  ทั้งนี้ชาวอเมริกันจะมีการประเมินมูลค่าบ้านที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง และหากราคาบ้านหรือที่อยู่อาศัยสูงขึ้นก็จะนำไปค้ำประกันในการใช้จ่ายต่างๆ

         

เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงของสหรัฐอเมริกาทำให้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า  มีแนวโน้มสูงที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ที่ร้อยละ 0-0.25 ในการประชุมคณะกรรมการกลาง ในวันที่ 16-17 กันยายน นี้ หรือไม่ เป็นความกังวลที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง และติดตามอย่างใกล้ชิด   มีทั้งเสียงที่คาดว่าน่าจะมีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐในการประชุมครั้งหน้านี้   เพราะเงื่อนไขต่างๆ ครบตามที่ประธานเฟด นางเจเน็ต เยลเลน ที่เคยส่งสัญญาณไว้ว่ามีความพร้อมที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง   และเงื่อนไขของตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราการงานเป็นไปตามเป้าหมาย  ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2008  และในทางเศรษฐศาสตร์แล้วการที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอยู่ในระดับต่ำจนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ(อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงคือ อัตราดอกเบี้ยหักด้วยอัตราเงินเฟ้อ) นี้หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานจะไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ  เพราะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบจะทำให้ประชาชนไม่ออม และจะทำให้ประเทศขาดแคลนเงินออมสำหรับใช้ในการลงทุน  นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่ต่ำผิดปกติก็จะทำให้ธุรกิจมีการขยายการลงทุนที่มากเกินไปจนทำให้มีผลผลิต/กำลังการผลิตส่วนเกินในอนาคตได้

         

สำหรับฝ่ายที่ไม่สนับสนุนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เช่น นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกก็ได้ออกมาเตือนไม่ให้เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากความผันผวนหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้  การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเอง  และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา(ในขณะที่ประเทศอื่นๆ จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ) จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเอง แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ  และจะไม่เป็นผลดีต่อการส่งออก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา

         

ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะตัดสินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการประชุมในสัปดาห์หน้าหรือไม่  หรือถ้าหากจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก ซึ่งในปีนี้ยังเหลือการประชุมอีก 2 ครั้ง คือ วันที่ 27 - 28 เดือนตุลาคม และวันที่ 15 - 16 ธันวาคม  ซึ่งส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเชื่อว่า น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้  นอกจากประเด็นว่าจะปรับเมื่อไรแล้ว ยังจะปรับขึ้นอัตราเท่าไรด้วย ?   เพราะถ้าจะปรับให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับปกติแล้ว อย่างน้อยก็จะต้องปรับให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก หรือกลับมาอยู่ในระดับร้อยละ 1.5 - 2.0 ด้วยเช่นกัน  ที่สำคัญคือ ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาจะมองเน้นยึดถือเอาเศรษฐกิจสหรัฐเป็นศูนย์กลาง   หรือจะพิจารณาถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีผลทำให้ราคาพันธบัตรสหรัฐอเมริกาลดลงที่อาจจะมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลเกิดขึ้นได้

         

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่ามากขึ้นดังที่เห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาแตะที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน  แต่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทในรอบนี้ภาคการส่งออกจะไม่ได้รับประโยชน์มากนักเพราะว่าประเทศอื่นๆ ก็จะมีค่าเงินอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นปริมาณการส่งออกจึงจะไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เงินที่ได้จากการส่งออกเมื่อทอนกลับมาเป็นเงินบาทจะเพิ่มมากขึ้น ภาคการเกษตรและท่องเที่ยวน่าจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด  แต่สิ่งที่น่าระวัง คือ ผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของตลาดการเงินในระยะสั้น และทิศทางการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต 1-2 ปีข้างหน้า จะเป็นการปรับขึ้นในทิศทางขาขึ้น  ที่การกู้ยืมเงินจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ