วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐอัดเงินกระตุ้น.. 'รากหญ้า' อย่ามองข้ามปัญหา'ภาระหนี้'

จับกระแสฉบับนี้ขอเป็นพื้นที่สะท้อน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมคนไทย ทั้งมาตรการจากรัฐบาล และสิ่งที่ภาคเอกชน

ปรับตัวให้ความสำคัญ ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล ยังคงวนเวียนอยู่ในความพยายาม กระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เพราะชั่วโมงนี้อย่างที่ทราบกันดี เศรษฐกิจไทยดูเหมือนชะลอตัวค่อนข้างแรง ผู้คนไม่มีอารมร์จับจ่ายใช้สอย เหตุผลเพราะ... เงินในกระเป๋าที่ร่อยหรอ.. พลอยทำให้ใจห่อเหี่ยว..

เงินหายไปไหน โดยเฉพาะคนมีรายได้ประจำ อาจเป็นคำถามที่คิดสวนทางขึ้นมาทันที คำตอบคือ “เงินไม่ได้หายไปไหน หลายคนรายได้เท่าเดิมหรืออาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ.. แต่ปัญหาคือ ภาระค่าใช้จ่ายมันสูงขึ้น ภาระหนี้เพิ่มขึ้น” ดูจากตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้คนในภาคเกษตรเห็นชัดเจนที่สุดว่า.. เงินหายไปกับราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำ และผลผลิตไม่ได้ตามฤดูการ ซ้ำเติมด้วยแรงเหวี่ยงจากปัญหา เมื่อครั้งนโยบายประชานิยมสุดโต่ง จำนำข้าว ที่แม้จะมีการตามไปจ่ายเงินในภายหลังแล้ว แต่ระหว่างที่รายได้ไม่เป็นตามหวังและรอคอยอยู่นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่คือ “ภาระหนี้” ที่เข้ามาและเพิ่มเป็นเงาตามตัว ทั้งเกษตรกร และคนเมือง มนุษย์เงินเดือน

ครม.ใหม่กับดรีมทีมเศรษฐกิจที่นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาก็เจอรับน้องด้วยเหตุวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ พอดิบพอดี เศรษฐกิจที่อึมครึมอยู่เดิมก็ตัวแปรเพิ่ม รอบนี้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา 3 คงต้องรับงานหนัก ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กันไป

โรดแมพฟื้นเศรษฐกิจที่ประกาศชัดเจน จะปล่อยเงินเข้าสู่ระบบให้ถึงระดับรากหญ้า ย่อมไม่ใช่อะไรที่เกินคาดหมาย แต่อยากขอฝากมุมมองในฐานะมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง และเกี่ยวโยงกับอาชีพเกษตรกรรมพอสมควรว่า ปัญหาของคนระดับรากหญ้า และคนจนเมืองวันนี้ ไม่ได้ต้องการแค่เงินใส่เข้ามาในระบบ แต่ต้องการ “แก้ปัญหาหนี้สิน”ที่พอกพูน ทบต้นทบดอกท่วมท้น

ที่สำคัญไม่ใช่หนี้นอกระบบ แต่เห็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินนี่ล่ะ โหดร้ายไม่แพ้หนี้นอกระบบเลยทีเดียว ...ขอฝากรัฐบาลช่วยเข้ามาดูแลสถาบันการเงิน ที่คิดดอกเบี้ยแพงสุดโต่ง ไร้ความเป็นธรรม ผ่อนชำระช่วงแรกตัดต้นแค่ 5-10% ที่เหลือดอกเบี้ยล้วนๆ สูบเลือดเนื้อคนระดับกลาง-ล่าง เพิ่มช่องว่างทางสังคมมากขึ้นทุกขณะ

หวังว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ประกาศตัวเข้าเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ได้มาด้วยระบอบการเลือกตั้ง แต่ก็ได้การยอมรับจากประชาชนท่วมท้น จะใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ความต่าง และความเสียเปรียบของชนชั้นกลาง-ล่างให้ได้ เชื่อเหลือเกินว่าถ้าคนเหล่านี้ ได้รับการแก้ปัญหาภาระหนี้ท่วมได้ บรรยากาศธุรกิจจะดีขึ้น อารมณ์จับจ่ายใช้สอยจะกลับมา แต่หากรัฐเน้นแค่ใส่เงินเข้าไปในระบบ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ บรรยากาศอึมครึมมาคุ ก็คงจะอยู่คู่เศรษฐกิจไทยต่อไป