ERS หรือ กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน เป็นการรวมตัวของผู้มีประสบการณ์จริงด้านพลังงาน
สัปดาห์ก่อนได้เล่าถึงภารกิจและผลงานปีแรกของกลุ่ม แนวร่วมภาคประชาชน และเริ่มเล่าถึง 4 แนวทางการปฏิรูปอย่างยั่งยืน คือ (1) ขจัดคอร์รัปชัน-สร้างธรรมาภิบาล (2) ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-ให้ความเป็นธรรมผู้ใช้ทุกกลุ่ม (3) สร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงาน-ความมั่นคงในการจัดหา (4) พัฒนาทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเล่าแนวทางแรกอย่างสังเขปในหลายมิติ (ดู www.facebook.com เพจ ERS)
วันนี้จะเล่าถึงแนวทางที่ 2 ซึ่งส่วนแรกคือ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
- ส่งเสริมการผลิตพลังงานในชุมชนและพื้นที่ห่างไกล แต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่นั้นๆ เช่น แดดดีใช้แผงโซลาร์ ถ้าลมดีใช้กังหันลม ถ้ามีของทิ้งจากการเกษตรมากก็ทำพลังงานชีวมวล ถ้ามีมูลสัตว์มากก็พัฒนาก๊าซชีวภาพ เหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากขึ้น
- ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งลดการพึ่งพาปิโตรเลียมและช่วยรายได้เกษตรกร แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ช่วยดึงราคาพืชผลให้สูงขึ้น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม แต่ต้องปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อชีวภาพ เช่น เอทานอล ควรอิงตลาดโลกเพื่อสร้างประสิทธิภาพ เพื่อให้ราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค
อีกส่วนที่สำคัญมากแต่อาจเข้าใจยากคือ ลดความเหลื่อมล้ำในหมู่ผู้ใช้น้ำมัน-ก๊าซ
คนทั่วไปย่อมอยากให้ราคาน้ำมัน-ก๊าซถูกๆ อยากเชื่อว่าทำได้ง่าย ไม่มีต้นทุนต่อส่วนรวม เพียงเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นแบ่งปันผลผลิต แถมยังคิดเข้าข้างตัวเองอีกว่า ราคาถูกเท่าไร จะยิ่งเป็นการช่วยเหลือคนยากจน (กว่าฉัน) เท่านั้น
ความจริงคือ คนยากจนใช้พลังงานน้อยมาก คนชั้นกลางและคนรวยใช้มากกว่าเป็นสิบเท่า ดูง่ายๆว่าคนจนมักมีรถส่วนตัวขับไหม?
- การจัดให้มีน้ำมันราคาถูกๆ สำหรับทุกคน (Universal Subsidy) เป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ (ไม่ได้ลด) เพราะประโยชน์เกิดกับคนฐานะดีเป็นส่วนใหญ่ คนจนได้น้อยมาก และการทำให้น้ำมันราคาถูกๆ นั้น ใช้ต้นทุนสูงมากจากส่วนรวมด้วย
น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายข้ามพรมแดนได้ จึงมีราคาตลาดโลก ที่ใดราคาต่ำก็จะถูกลักลอบไปขายแพงกว่าในที่อื่น
ที่ประเทศมาเลเซียเคยขายน้ำมันราคาถูกมากที่ปั๊ม ซึ่งมีคนไทยลักลอบข้ามแดนมาขายนั้น ความจริงราคาเนื้อน้ำมันจากโรงกลั่นเขาพอๆ กับเรา ราคาเบนซินตั้งต้นรวมค่าการตลาด (ซึ่งบริษัทในมาเลเซียได้มากกว่าไทย) ของไทย 27 บาท/ลิตร เทียบกับมาเลเซีย 27.8 แต่ไทยมีการเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินเข้ากองทุนเชื้อเพลิง (เพื่อไปอุดหนุนราคา LPG ให้ต่ำ) รวม 21 บาท ทำให้ราคาขายปลีกสูงถึง 48.1 แพงกว่ามาเลเซียกว่าสองเท่า เพราะเขาไม่เก็บทั้ง 2 อย่าง แถมรัฐจัดสรรเงินมาอุดหนุนอีก 7 บาท ราคาหน้าปั๊มจึงเหลือเพียง 21 แต่เขาไม่ให้กับภาคส่วนอื่น จึงมีการลักลอบใช้ตามโรงงานในมาเลเซียด้วย
รัฐบาลมาเลเซียเคยใช้เงินปีละหลายแสนล้านบาท ทำราคาหน้าปั๊มให้ถูก แต่ปัจจุบันได้ลดการอุดหนุนลงไปอย่างมาก เพราะปัญหางบประมาณขาดดุล และเป็นการใช้งบที่ไม่คุ้มค่า การใช้น้ำมันก็ขาดประสิทธิภาพ
ถ้าประเทศไทยจะทำให้น้ำมันราคาถูกๆ ก็ย่อมได้ แต่จะเอาเงินจากไหน? จะตัดงบประมาณส่วนใด? เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี หรือ การสร้าง-ซ่อมถนน? หรือจะขึ้นภาษีอะไร?
อย่าไปโทษระบบสัมปทาน เพราะนอกจากผลประโยชน์รัฐไม่ได้ต่ำเตี้ยอย่างที่สร้างกระแสแล้ว ที่สำคัญมาเลเซียซึ่งใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เมื่อรัฐได้ส่วนแบ่งอะไรเขาก็ต้องเปลี่ยนเป็นเงินมาใช้สอย ขายราคาตลาดได้เงินเข้ารัฐสูงสุด ดีกว่าราคาประชานิยม แล้วค่อยจัดงบประมาณมาอุดหนุนราคาตามเป้าหมาย
- ERS เสนอให้โครงสร้างราคาเป็นธรรมตามธรรมชาติของกลไกตลาด ถ้าจะใช้ราคาพลังงานลดความเหลื่อมล้ำ ก็ควรอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม (Targeted Subsidy) อย่างเช่น ไฟฟ้าฟรีสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไม่เกิน 50-90 หน่วยต่อเดือน หรือสิทธิซื้อ LPG ในราคาต่ำ อย่างไรก็ดี นโยบายประเภทนี้ควรประเมินผลและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ
- นอกจากนี้ ยังต้องให้ความเป็นธรรมระหว่างกลุ่มผู้ใช้ด้วย ที่ LPG ของไทยเมื่อก่อนราคาต่ำกว่าทุน ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก เลยถูกลักลอบไปขายในเขมร ลาว และพม่า ทั้งยังลักลอบภายในประเทศเอาของครัวเรือนไปขายให้รถยนต์และโรงงานด้วย ทำให้ LPG ที่ผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ต้องนำเข้า และต้องเก็บเงินกองทุนน้ำมันจากผู้ใช้เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ที่แบกภาระการอุดหนุนให้นำเข้า LPG ในราคาตลาดโลกที่แพงมาขายถูกๆ พอขายถูกก็มีการลักลอบอีก เกิดเป็นวงจรอุบาทว์
รัฐบาลปัจจุบันได้ใช้ความกล้าหาญปรับโครงสร้างราคาแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ ERS เสนอ ทำให้การนำเข้า LPG ลดลงมามาก และเป็นธรรมกับผู้ใช้เบนซินและโซฮอล์ต่างๆ ที่ได้จ่ายถูกลง
เงินก้อนใหญ่ที่ประหยัดได้จาก Universal Subsidy สามารถใช้ลดความเหลื่อมล้ำได้หลายชั้น อาจให้คนจนใช้พลังงานราคาถูกข้างต้น หรือให้เป็นเงิน (Cash Handout) สามารถเพิ่ม-ปรับปรุงสวัสดิการที่จำเป็น และใช้พัฒนาศักยภาพในการทำมาหากินของพวกเขา ทั้งนี้ ยังจะมีเหลือพอที่จะไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทุกๆ คนอีกด้วย








