สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ต้องเริ่มกระบวนการยกร่างใหม่
โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นใหม่ และมีกรอบระยะเวลาการทำงาน ตามความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 20 เดือน แต่อาจจะช้าหรือเร็วกว่านั้นก็เป็นได้ ซึ่งขึ้นกับขั้นตอนการทำงาน และการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถือว่าเป็นภาระหนักอย่างยิ่งสำหรับคสช. และคณะกรรมการธิการยกร่างฯ
ภาระหนักของการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้อยู่ตรงที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการยกร่างทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าจะเขียนอย่างไรให้มีความเป็นประชาธิปไตย แต่สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือเป็นฉบับปฏิรูป ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของคสช.มาตั้งแต่ต้น โดยหวังว่าสังคมไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการออกแบบกติกาของประเทศ
ประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญในหลักใหญ่คือ ทำอย่างไรจะให้มีกติกาสูงสุดของประเทศให้ดีที่สุด และสามารถแก้ปัญหาการเมืองในอดีตได้ กล่าวคือจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วถือเป็นเรื่องยากอย่างมากในการปฏิรูปนักการเมือง เพราะเราจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ที่เป็นต้นตอให้กำเนิดนักการเมืองเหล่านี้ได้อย่างไร และเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการได้ในเวลาอันสั้น อีกทั้งยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่นักการเมืองจะไม่ออกมาต่อต้านกติกาที่เป็นศัตรูของตัวเอง
อีกประเด็นที่สำคัญตั้งแต่แรก คือ ความต่อเนื่องของการปฏิรูป ซึ่งก่อนหน้านี้คนในคสช. มีความกังวลเป็นพิเศษ ว่าจะทำอย่างไรให้รัฐบาลหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว จะดำเนินการนโยบายต่างๆที่จำเป็นต่อไป โดยไม่ยกเลิกหรือระงับไว้ เพราะที่ผ่านมา ความต่อเนื่องในนโยบายที่สำคัญของประเทศนั้นเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะทำให้การพัฒนาประเด็นสะดุดลง หรือล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งจากบทเรียนการรัฐประหารในอดีต ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะดำเนินนโยบายต่อในเรื่องสำคัญของประเทศ
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับการเมืองไทย นับจากนี้ไปว่าจะออกมาอย่างไร และอาจทำให้ประชาธิปไตยไทยยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราต้องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งกระบวนการปฏิรูปทุกแห่งย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ จึงย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้น นั่นหมายว่าหากรัฐบาลหรือคสช. ยังยึดมั่นในหลักการเดิน คือ การปฏิรูปประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้ไปย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กระบวนการปฏิรูปของรัฐบาลและคสช.ในช่วงที่ผ่านมา มีประเด็นน่าตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งคือ เป็นการปฏิรูปจากด้านบน กล่าวคือเกิดกระบวนการสั่งการจากระดับรัฐบาลและคสช.ว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม หรือนโยบายทางการเมืองของประเทศ แม้ว่าคนจำนวนมากเข้าใจเจตนาดีของการปฏิรูปในครั้งนี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ากระบวนการปฏิรูปจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคม
เราเห็นว่านับจากนี้ไป จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญสำหรับสังคมไทยอีกครั้ง ว่าความพยายามจะปฏิรูปครั้งใหญ่นั้นสามารถจะทำได้หรือไม่ และคนไทยจะเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปหรือไม่ แต่หากไม่สามารถทำได้สำเร็จและทุกอย่างกลับไปสู่จุดเดิม เราต้องเข้าใจว่าเกิดจากคนไทยด้วยกันเองที่ไม่ยอมรับการปฏิรูป แต่อยากได้ประโยชน์จากการปฏิรูป ในขณะที่ปัญหาหรือเหตุผลความจำเป็นของการปฏิรูปนั้น เรารู้กันมานานจนแทบไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ









