ไม่ว่าคุณจะวิเคราะห์เบื้องหลัง ของการที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
ด้วยคะแนน 135-105 โดยงดออกเสียง 7 ท่านเมื่อวันอาทิตย์ไปทางไหน อย่างไรเสียคุณก็คาดเดาไม่ผิด
เพราะทุกทฤษฎีที่นำมากล่าวอ้างกันนั้นล้วน “ถูกทุกข้อ”
ที่ว่าถูกทุกข้อเพราะไม่มีใครบอกความจริงกับใคร ทุกคนรู้เหตุผลส่วนของตน ทุกคนรู้ว่าใครมาล็อบบี้กับใคร และทุกคนก็ตัดสินใจว่าจะสนับสนุน หรือคัดค้านก็ด้วยเหตุผลที่ตนเท่านั้นที่รับรู้
ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเพราะ
1. เขียนด้วยมือ จะลบด้วยเท้าได้อย่างไร
2. รู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาร่างเพื่อไม่ให้ผ่าน
3. ถ้าผ่านจะวุ่นวาย ความขัดแย้งจะสูงขึ้น ถ้ามีการรณรงค์ให้คว่ำในการทำประชามติ
4. ก็ คสช. เขาขอมานี่นา
5. ไม่ผ่านได้อย่างไรในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้เขียนให้ “พลเมืองเป็นใหญ่”
6. ถ้าผ่าน ประชาธิปไตยของไทยก็ล่มสลาย
7. ถ้าไม่ผ่าน ก็เข้าทาง คสช.
8. ถ้าผ่าน ก็เข้าทาง คสช.
9. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านนักการเมืองโดยตรง
10. ถ้าร่างนี้ไม่สกัดความชั่วร้ายของนักการเมืองโกงกิน จะเรียกว่าปฏิรูปได้อย่างไร
ไม่ว่าสมาชิก สปช. ยกมือสนับสนุนหรือคัดค้านเมื่อวันลงคะแนนเสียง ก็เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งข้อทั้งสิ้น
เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกที่ถือว่า “สมบูรณ์แบบ” ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้ในทุกประเด็น
มีแต่กฎหมายสูงสุดที่เป็นกรอบกติกาที่เหมาะสมสำหรับสังคมนั้นๆ โดยต้องมีหลักการตรงกันประการหนึ่งว่าประชาชนต้องมีอำนาจใหญ่ที่สุด และต้องสามารถตรวจสอบและควบคุมพฤติกรรม ของผู้อาสามาทำงานเพื่อประเทศชาติให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ยิ่งประเทศไหนต้องเขียนลงรายละเอียดมาก ก็ยิ่งแปลว่าประเทศนั้นมีปัญหาของพฤติกรรมของคนในสังคมมาก
สหรัฐแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของเขา เมื่อมีประเด็นสังคมที่ต้องการจะวางกติกาให้ชัดเจน หรือเสริมจากที่เคยมีเรียกเป็น Amendments
ของอังกฤษ เขาเคารพในความเป็น “พลเมืองผู้รับผิดชอบร่วมกัน” จึงไม่ต้องมีอะไรเป็นรัฐธรรมนูญทางการ เรียกเป็น Common Law หรือ “Unwritten Constitution” (“รัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือ”)
ยิ่งต้องเขียน “ล้อมคอก” มากก็ยิ่งแปลว่าคนในวงการการเมืองประเทศนั้น มีลูกเล่นลูกล่อลูกชนที่จะพยายามหลบหลีกกฎกติกามาก
เนื้อหาของรัฐธรรมนูญประเทศไทยที่ผ่านมาจึงสะท้อนถึงสภาพปัญหาสังคมในขณะนั้น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
ร่างฉบับที่เพิ่งถูกคว่ำไปก็เข้าทำนองเดียวกัน นั่นคือการพยายามจะเขียนล้อมหน้าล้อมหลัง เพื่อไม่ให้นักการเมืองฉ้อฉลเข้ามาทำร้ายบ้านเมืองอีก
มิหนำซ้ำ เนื้อหาของร่างนี้ยังสะท้อนถึงความกลัวว่ากระบวนการรัฐสภาปกติ ไม่อาจจะดูแลปัญหาของบ้านเมืองได้ หากเกิดความวุ่นวายเพราะความขัดแย้ง จึงมีกลไก “อำนาจพิเศษ” เพื่อจะ “รับสถานการณ์” เช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “นายกฯคนนอก” หรือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ” ที่กลายเป็น “รอยตำหนิ” ที่ชัดเจนของร่างนี้
ทั้งผู้ร่างและผู้ต้องยกมือรับหรือไม่รับ ต่างก็มีอาการกระอักกระอ่วนต่อการทำหน้าที่ของตนเอง และหากไปถึงชั้นทำประชามติ ก็อาจกลายเป็นความพะอืดพะอมของประชาชนทั่วไป
สรุปแล้วไม่มีอะไรต้องตื่นเต้นกับการที่ สปช. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นเกมการเมืองที่ความจริงถ้าไม่ติด “กับดัก” กับความหมกมุ่นกับการ “ออกข่าว” ของแต่ละฝ่ายตั้งแต่ต้น ก็น่าจะเห็นภาพนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งวงยกร่างเมื่อ 9 เดือนก่อนแล้วด้วยซ้ำไป
จากนี้ไปไม่มีอะไรจะสร้างความแปลกใจให้กับใครได้อีกแล้ว... เพราะความน่าแปลกใจที่แท้จริง คือความเชื่อที่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญคือการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”
เพราะยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จะบอกว่า กระบวนการที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ จะนำไปสู่สองเป้าหมายนี้เลยแม้แต่น้อย






