วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาภาคปฏิบัติ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ของรัฐบาล ได้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กลับขึ้นมาได้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงินและการลงทุนจากภาครัฐ แม้ว่าหลายคนมองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลในระยะสั้น แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากภาคธุรกิจหลายคนว่าเป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ทำให้เศรษฐกิจระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หลังจากคนกลุ่มใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลก

หากติดตามคำชี้อแจงของรองนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกเป็นสิ่งจำเป็นเฉพาะหน้า จากนั้นรัฐบาลจะผลักดันมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่กว่าสองล้านรายทั่วประเทศและมีการจ้างงานหลายล้านคน แต่มาตรการช่วยเหลือจะออกมาอย่างไรนั้น คณะรัฐมนตรี(ครม.)จะมีการพิจารณาในวันอังคารนี้ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าหากสามารถช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมา กลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกัน

สำหรับในระยาว ที่นายสมคิดวางแผนไว้ คือการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นให้ได้ในระดับประเทศ ซึ่งนายสมคิดมีแผนเดินทางไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อหวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติให้ได้ หลังจากนักลงทุนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งไม่กล้าจะเข้ามาลงทุนหรือขยายกิจการเพิ่มขึ้นในไทยมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา มีปัญหาภายในหลายด้าน อีกทั้งในขณะนี้อยู่ในระหว่างช่วงการปฏิรูปการเมือง ซึ่งกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปก็ต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งปี ปัญหาภายในนี้เองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในบางด้าน

ดังนั้น หากติดตามยุทธศาสตร์ของทีมเศรษฐกิจชุดนี้ จะเห็นว่าทำในสามระดับไปในคราวเดียวกัน ทั้งในระดับในประเทศและต่างประเทศ แต่จะประสบความสำเร็จแค่ไหนนั้นยังต้องรอผลที่เกิดขึ้น และหากเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ก็เชื่อว่าจะสามารถลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ได้ อย่างน้อยก็ในระยะสั้น ซึ่งขณะนี้มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงมาก ดังจะเห็นจากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงและยังไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่าจะเริ่มฟื้นตัว

อันที่จริง ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ยังติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นการไปฝืนหรือพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีเหมือนในช่วงภาวะปกติจึงเป็นไปได้ยากมาก และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นในขณะที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของนายสมคิดในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากว่าจะทำได้แค่ไหน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นและการลงทุน เพราะคงไม่มีนักธุรกิจรายได้กล้าลงทุนมากนักในภาวะเช่นนี้

ขณะนี้ จึงเหลืออยู่ด้านเดียวที่ยังเป็นความหวังในการรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือ การกระตุ้นภายในประเทศ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำมาค้าขายคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นบทบาทของงบประมาณจากภาครัฐ แต่ปัญหาที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าการเบิกจ่ายภาครัฐเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากนัก ทั้งๆที่พยายามเร่งเบิกจ่าย ดังนั้น ความท้าทายสำคัญคือการเร่งเบิกจ่ายจากงบประมาณจากภาครัฐและสภาพคล่องที่อีดฉีดลงไปว่าจะสามารถทำได้เร็วและเห็นผลจริงแค่ไหน ซึ่งปัญหาสำคัญคือเมื่อปฏิบัติจริงแล้วจะทำได้หรือไม่