รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่ระดับรากหญ้า
หรือกำลังซื้อภาคการเกษตร โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ราว 5 หมื่นล้านบาท และมาตรการจากสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาช่วยกันกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและการสร้างงานในระดับรากหญ้า ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าคนกลุ่มนี้ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ราคาสินค้าภาคเกษตรตกต่ำและกระทบต่อรายได้ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ และส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย
นอกจากนี้ รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ปฏิเสธนโยบายในลักษณะประชานิยม เพราะมองว่าจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากกว่าการสร้างให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาความเข้มแข็งให้กับประชาชน มากกว่าการอัดฉีดเงินในลักษณะการลดแลกแจกแถม เพราะนั่นถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว แต่นโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนอาจต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากสำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะได้รับผลกระทบมาต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐประเมินว่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาดไว้ อีกทั้งเผชิญกับปัญหาความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนในไตรมาสที่ 3 และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงปลายปี ทำให้ปัญหาที่รัฐบาลเผชิญมีมากขึ้นและแก้ไขหรือออกมาตรการได้ยากลำบากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ขณะนี้อาจยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ เหมือนกับที่เคยเผชิญมาแล้วก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติต้มยำกุ้งหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซาและต่อเนื่องยาวนานข้ามปี จึงทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งจากภาวะซบเซาที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้เอง ทำให้ยากลำบากอย่างยิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักเหมือนที่ผ่านมา แต่เราก็เชื่อว่าการออกมาตรการเร่งด่วนเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลพยายามจะทำ
ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างไร หรือ กรณีนายกรัฐมนตรีพยายามกำหนดเงื่อนเวลาให้ทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ในการทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรม อาจจะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตา แต่อาจจะส่งผลดีต่อจิตวิทยาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เพราะขณะนี้เราต้องเข้าใจว่าปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเกิดขึ้นทั่วโลก และเศรษฐกิจไทยมีความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ออก จึงต้องเป็นไปตามทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลก
แน่นอนว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทุกรัฐบาลพยายามทำก่อนเป็นอันดับแรก แต่เรื่องใหญ่สำคัญเศรษฐกิจยุคใหม่คือความเชื่อมั่น หากคนในประเทศไม่มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจ ก็ย่อมส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งเรื่องการจับจ่ายใช้สอยและลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง เราเชื่อว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลรับรู้สิ่งเหล่านี้ดีอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาใหญ่ และก็หวังว่ามาตรการที่ออกมา จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนได้ เพราะหาไม่แล้วเราคงอยู่กับภาวะซบเซาไปอีกพอสมควร






