ความตื่นตระหนกในตลาดเงินและตลาดทุน ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินเอเชียพากันร่วงกันถ้วนหน้า และทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดความกังวลว่า ภาวะปั่นป่วนในตลาดหุ้นและตลาดเงิน ของภูมิภาคเอเชียกำลังกลายเป็นสัญญาณเริ่มต้น ของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ และหากกลายเป็นวิกฤติจริง ก็จะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในอดีต เพราะในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งภูมิภาค
ความตื่นตระหนกว่าเศรษฐกิจของเอเชียกำลังเริ่มมีปัญหา หลังผ่านทศวรรษแห่งการเติบโตมาอย่างโดดเด่นกว่าทุกภูมิภาค ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่งคือสหรัฐฯที่เกิดวิกฤติแฮมเบอรร์เกอร์เมื่อหลายปีก่อน กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ราวกับว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกยุคใหม่เกิดขึ้นจุดโน้นทีจุดนี้ที ขึ้นกับผลกระทบจากจุดวิกฤติว่าจะมีแรงส่งไปแค่ไหน หากมีขนาดใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็มีขนาดใหญ่และวงกว้างอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มองในแง่ดีว่าวิกฤติในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น และมีความมั่นใจว่าจีนในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นตัวนำเศรษฐกิจของเอเชียจะสามารถฟันฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ได้ แต่นั่นก็เป็นความหวังที่เกิดขึ้นในขณะนี้เท่านั้น ส่วนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นยังเป็นเรื่องที่ยากประเมิน ว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยยาวนานแค่ไหน และระดับความรุนแรงก็ยังไม่อาจประเมินได้
จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังจ่อประตูบ้านในขณะนี้ ทำให้นึกถึงคำกล่าวของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รวมทั้งผู้รู้อีกหลายคนที่เคยผ่านวิกฤติมาแล้ว ว่าทางรอดของไทยคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งภายใน เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งแล้ว ก็เชื่อว่าจะสามารถรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น การสร้างความแข็งแกร่งในยุคความผันผวนจริงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก
ปัญหาก็คือขณะนี้ยังไม่มีใครประเมิน ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย แข็งแกร่งเพียงพอรับกับสถานการณ์เช่นนี้หรือยัง เพราะที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินได้ฟังความเห็นของบรรดานักวิชาการ หรือแม้แต่คนในรัฐบาลยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ซึ่งการชี้ว่าเราแข็งแกร่งมากนั้น ก็มักจะอธิบายกันเป็นบางจุดบางด้าน จนมองไม่เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมดนั้นมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือยังกับการรับวิกฤติขนาดใหญ่ เช่น การประเมินว่าเรามีทุนสำรองมากเพียงพอ เป็นต้น
ความผันผวนที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายอย่างมากต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และเราเกรงว่าจากวิกฤติที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลากับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่เกิดจากความผันผวนหรือปัญหาเศรษฐกิจรายวัน ซึ่งทำให้การวางรากฐานระยะยาวต้องเลื่อนออกไปหรือต้องชะลอนโยบายบางอย่างออกไป และนั่นก็จะทำให้เราแทบไม่มีเวลากับการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับประเทศ
รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่รับตำแหน่งจึงมีงานใหญ่สำคัญจากนี้ไป คือการรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังต้องวางรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศตามนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจเกินกำลังจะเข้าไปฝืนกระแสได้ ดังนั้น เราเห็นว่าจากนี้ไปรัฐบาลอาจจำเป็นอย่างยิ่งต้องอธิบายและชี้แจง ให้ประชาชนได้เข้าใจมากขึ้นว่าจากนี้ไปกำลังจะเผชิญกับอะไร และจะเตรียมรับมือกันอย่างไร เพราะการเรียกร้องหรือรณรงค์ให้คนเกิดความเชื่อมั่น อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์จริงที่กำลังจะเกิดขึ้น









