“ประชาธิปไตยแบบตะวันตก เราผ่านมาในปี 2540 และ 2550 แล้วเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกันการปกครองอย่างวันนี้ ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แม้จะไม่เป็นที่ยอมรับแต่เราอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน จากประชาธิปไตยเต็มที่มาเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ขณะนี้เราจะเปลี่ยนจากรัฎฐาธิปัตย์ไปเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ ดังนั้นต้องมีตรงกลางโดยบทเฉพาะกาลคือตรงกลางเพื่อเปลี่ยนผ่าน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน5ปี”
บางตอนที่บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์รายการมองรัฐสภา ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ที่น่าสนใจ คือ ที่ “บวรศักดิ์” เรียกว่า “ตรงกลาง”
เพราะประการแรก น่าจะหมายถึง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ในมาตรา260
ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการไม่เกิน 22 คน ได้แก่ ประธานรัฐสภา,ประธานวุฒิสภา,นายกรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองประเภทละ 1 คน และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปและปรองดอง ไม่เกิน 11 คน ซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา
ขณะเดียวกัน บทเฉพาะกาลกำหนดอำนาจเอาไว้ว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ฯลฯ
“บวรศักดิ์” อธิบายว่า โครงสร้างอำนาจพิเศษตามมาตรานี้กำหนดไว้เพียง 5 ปี
ประเด็นที่น่าสนใจ อาจอยู่ที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจาก “อดีตนายกรัฐมนตรี” เลือกกันเอง 1 คน
เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือน“บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีภาษีกว่าใคร
ประการต่อมา“ตรงกลาง”ระหว่างก้าวเดินไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บทเฉพาะกาลมาตรา 278 ยังระบุว่า ให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และ “คสช.” ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ด้วย
ส่วนเงื่อนเวลา ของการตั้ง“รัฐบาลใหม่”อาจนับแต่ กมธ.ยกร่างฯ จัดทำกฎหมายลูกให้เสร็จและส่งให้ สนช. พิจารณาภายในเวลา 90 วัน จากนั้นจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เสร็จภายในเวลา 90 วัน และ“โหวต”เลือกนายกรัฐมนตรีภายในเวลา 30+15 วัน (หากเลือกไม่ได้ก็ต้องไปเลือกตั้ง ส.ส. กันใหม่)
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำให้ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. อยู่ในตำแหน่ง (และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ได้) ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างช้าที่สุด 7 เดือน
นี่คือ โครงสร้างอำนาจประเทศไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ภายในเวลา5ปีนับจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ว่าได้
ทั้งยังพูดได้ว่า นี่คือ โครงสร้างอำนาจที่“คสช.”เห็นด้วยก็ว่าได้เช่นกัน ถ้าฟังจากการออกมาขานรับของพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
แน่นอน ย่อมเป็นโครงสร้างอำนาจที่ฝ่ายการเมืองไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้มีอำนาจ“ตรงกลาง”ตรวจสอบการทำหน้าที่ ทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติ ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ภายใน5ปี
แต่ถามว่า มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า ถ้าคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ผ่านประชามติ ก็ยังไม่มีเครื่องการันตีอยู่ดี ว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่า หรือแตกต่างมากนัก ยิ่ง“คสช.”มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงด้วย แถมยังอาจเสียเวลาอีกถึง7เดือน
ประเด็นสำคัญ เมื่อเราไม่มีทางเลือกมากนัก จึงทำอย่างไร ภายใน5ปี เราจะพัฒนาประชาธิปไตยไปในทางที่สร้างสรรค์ร่วมกัน จนคณะกรรมการยุทธ์ศาสตร์ฯ ต้องใช้อำนาจอยู่ในวงจำกัดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่คนไทยทั้งประเทศเชื่อมั่นร่วมกัน ว่าเราจะไม่กลับมาที่เดิมอีก
คำตอบอยู่ที่คนไทยทุกคน เพราะถ้าเราร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีอำนาจแทรกแซงอยู่ ก็ชอบที่คนไทยจะลุกขึ้นมาพิพากษาอำนาจนั้นเช่นกัน ประวัติศาสตร์มีให้เห็นมาแล้ว









