วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภูมิภาคตึงเครียด-สงครามค่าเงิน โจทย์ท้าทายทีมเศรษฐกิจ‘สมคิด’

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางทหาร ในคาบสมุทรเกาหลีที่เพิ่มความร้อนแรงมากขึ้น

 หลังจากที่ผู้นำเกาหลีเหนือขีดเส้นตายภายในเวลา 17.00น. หรือราว 15.00น.ตามเวลาไทย ของวันเสาร์ที่ 22 ส.ค.ให้ทางารเกาหลีใต้ถอดเครื่องกระจายเสียงตามแนวชายแดนและเลิกทำการโฆษณาชวนเชื่อข้ามชายแดนโดยด่วน เพราะหากไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะเจอมาตรการทางการทหารตอบโต้ ได้กลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่อีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทายความสามารถของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจภายใต้การนำของดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภาวะการเงินไทยที่จะได้รับผลกระทบทางลบเป็นความผันผวนในวงกว้าง ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของสงครามค่าเงินในภูมิภาคที่กำลังปะทุกลายเป็นวิกฤติมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจของจีนที่กำลังชะลอตัวรุนแรงเพราะปัญหาการส่งออกที่ตกต่ำลง และตลาดหุ้นที่เป็นฟองสบู่แตก จนส่งผลให้จีนต้องลดค่าเงินหยวนกว่า 4% พร้อมๆกับการเพิ่มช่วงซื้อขายเงินหยวนเป็น 2% จากเดิมที่มีส่วนต่างของแบนด์เพียง 0.4% เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤติหนี้กรีซที่กลับมาในระลอกใหม่หลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอเลกซีส ซีปราส และกระแสความปั่นป่วนในตลาดหุ้นสหรัฐที่เป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.หรือปลายปีนี้หรือไม่

สถานการณ์การเผชิญหน้าในคาบสมุทรเกาหลี มีขึ้นในเช้าวันศุกร์ท่ามกลางการรายงานข่าว ของสื่อเกาหลีเหนือที่ระบุว่า นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้มีสั่งให้ทหารที่อยู่แนวหน้าเตรียมตัวเข้าสู่ภาวะสงคราม ในขณะที่ความตึงเครียดทางทหารกับเกาหลีใต้ก็เพิ่มสูงขึ้น หลังจากมีการยิงปืนใหญ่ข้ามชายแดนที่มีปราการป้องกันอย่างแน่นหนาของทั้งสองฝ่าย พร้อมมีการสั่งการทหารให้ควรอยู่ในสภาพพร้อมรบอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดฉากยุทธการที่จะสร้างความประหลาดใจ ทั้งที่บริเวณแนวหน้าทั้งหมดควรอยู่ในสภาวะรัฐกึ่งสงคราม โดยหลังจากที่การประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมาธิการทหารกลางพรรคกรรมกร มีขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสองฝ่ายก็มีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันเมื่อวันพฤหัสบดี ถึงแม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็ทำให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดที่มีสูงอยู่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ขณะที่กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้กลับเพิกเฉยต่อคำขู่ของเกาหลีเหนือ และยืนยันที่จะเดินหน้ากระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อไป โดยที่ประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ของเกาหลีใต้ได้เป็นประธานการประชุมฉุกเฉินของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ได้สั่งการให้ตอบโต้อย่างไม่อ่อนข้อให้กับการยั่วยุที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับภาวะความอ่อนไหวทางด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นของโลกนั้นยังคงมีแนวโน้มของความผันผวนรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเปราะบางที่ประเทศเกิดใหม่กำลังได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ขณะที่หลายประเทศเข้าขั้นวิกฤติค่าเงินเอเชีย ลาตินอเมริกา และอาฟริกา ท่ามกลางการลดค่าเงินของสกุลหลักๆ ซึ่งล่าสุดมีอยู่ราว 10 ประเทศที่ต้องเจอกับการตกต่ำของค่าเงิน เช่น คาคัสถานที่มีค่าเงินตกต่ำลงถึง 25% ตุรกีที่เป็นหน้าด่านของยุโรปในการทำสงครามกับISISในตะวันออกกลาง ก็มีค่าเงินร่วงลง 19% ทาจิกิสถานที่มีค่าเงินอ่อนลง 11% อาเมเนียที่มีค่าเงินร่วงลง 15% แม้แต่อิยิปต์ก็มีค่าเงินตกต่ำลง ถึง 22% ไนจีเรียที่มีค่าเงินตกลง 20% เวเนซูเอลาที่มีค่าเงินดิ่งลงถึง 70% เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันถึง 96% ส่วนทางด้านเอเชียดูเหมือนมาเลเซียริงกิตอ่อนลงอย่างหนักในรอบ 17 ปีลดลงถึง 13% จากต้นปี รองลงมาเป็นรูเปียะห์อินโดนีเซียร่วงลงมากกว่า 10% เวียดนามที่แมัจะเป็นดาวรุ่งของเอเชียก็ต้องลดค่าเงินด่องถึง 3 ครั้งรวม 3% ในปีนี้พร้อมขยายแบด์ซื้อขายเงินตราเป็น 3% เพื่อให้เงินด่องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงเงินบาทที่อ่อนค่าลงแตะระดับ 35.70 ต่อดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นอีกกว่า 20 ประเทศก็กำลังถูกนักลงทุนทั่วโลกจับตามองว่าอาจเกิดภาวะวิกฤติตามมา หากภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมมีความอ่อนแอ

ดังนั้นวิกฤติการเมืองการทหารในภูมิภาค และวิกฤติการเงินที่มาจากควันหลงของสงครามค่าเงิน กำลังจ่ออยู่ตรงหน้า เป็น“ของจริง”ที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ที่เป็นสิ่งท้าทายทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจภายใต้การนำของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมถึงปัญหาระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 ส.ค. กลายเป็นความอ่อนไหวที่กระทบต่อเรื่องความมั่นคง ล้วนแต่เป็นโจทย์ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล “ประยุทธ์3” ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า หนึ่ง จะสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นได้อย่างไร สอง การที่ภาคเอกชนไม่ลงทุนนั้นเป็นเพราะดอกเบี้ยหรือไม่ สาม รัฐบาลจะหาเงินมาจากที่ไหนเพื่อนำมากระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐ และสี่ จะเป็นแค่ไหนที่จะต้องกู้เงินเพื่อสนับสนุนฐานะการคลังของรัฐบาล ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนรอพิสูจน์ความสามารถในการบริหารของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งคงไม่ได้จบลงที่การใช้นโยบายด้านการตลาด แต่ต้องใช้นโยบายด้านมหภาคที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องได้