ต้องแก้ปัญหาวิธีคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่งให้ได้

วิธีคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง (Black and White Thinking)
แบบมองว่าสิ่งหนึ่งถูก-ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกสิ่งผิด-เลวร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่เป็นขาวก็ต้องดำ ถ้าไม่ถูกหมดก็ต้องผิดหมด มองไม่เห็นสีเทาหรือเฉดต่างๆ ของสีเทาเลย เป็นการมองโลกแบบบิดเบือนไปจากโลกความเป็นจริง เพราะโลกปัจจุบันมีความหลากหลาย และมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน การคิดแบบนี้มีผลเสียหายต่อทั้งตัวเองและคนที่เขาสัมพันธ์ด้วย ในหลายทางด้วยกัน เช่น นำไปสู่โรคเครียด ภาวะซึมเศร้า การขัดแย้ง ความรุนแรง ฯลฯและถ้าเป็นการมองแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง ในทางความคิดหรือทางการเมืองของคนกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม ในสังคมเดียวกัน จนทำให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงและเสียหายได้มาก
การมองโลกแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นในเด็ก หรือแม้แต่วัยรุ่นที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะสมองส่วนที่จะมองโลกได้อย่างเชื่อมโยงเป็นนามธรรมที่ซับซ้อน มีหลายขั้ว หลายเฉดสี ฯลฯ ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หรือสำหรับบรรพบุรุษของเราในยุคชุมชนบุพกาล ซึ่งคนอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะภายในยุคนั้นมีโอกาสเจอเสือหรือภัยอันตรายต่างๆ ที่จะต้องคิดแบบ 2 ขั้วอย่างรวดเร็วว่า จะหนีหรือสู้เท่านั้น
แต่สำหรับผู้ใหญ่ในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ชีวิตที่อยู่ในอันตรายแบบยุคเก่านั้นน้อยลงมาก การคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง เป็นการคิดแบบบิดเบือนชนิดหนึ่ง หรือถ้าเป็นมากก็เป็นอาการผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นได้ในยามที่คนบางคนมีความเครียด มีปัญหารุมเร้ามาก จนคิดอย่างอื่นไม่ออก กลัดกลุ้ม จนทำให้เขาถอยหลังกลับไปคิดแบบ 2 ขั้วง่ายๆ แบบเด็กๆ โดยเฉพาะคนที่ในวัยเด็ก เคยมีปัญหาช่วงพัฒนาการในวัยเด็ก เช่น ได้รับความรัก ความอบอุ่นอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย ขาดโอกาสในการพัฒนาความเข้าใจโลกจริงที่ซับซ้อนในทางบวกอย่างมีวุฒิภาวะ
การคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่งนี้ ในแง่หนึ่งคือการคิดแบบต้องได้ทั้งหมดหรือไม่ได้เลย (All or nothing) เป็นการคิดสรุปอะไรแบบเร็วๆ ง่ายๆ และมองในเชิงตัดสินอย่างสุดโต่งเกินจริง เช่น มองว่าตัวเราหรือคนอื่นดีทั้งหมด หรือเลวทั้งหมด ตัวเราหรือคนที่ทำบางอย่างได้เก่งที่สุดหรือไม่ได้ความที่สุด คนที่คิดแนวนี้ชอบใช้คำที่สุดๆ เช่น “เป็นแบบนี้เสมอ, ไม่มีทางเลย, ดีเยี่ยม, หายนะ, สมบูรณ์แบบ, ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” ทั้งๆ ที่โลกแห่งความจริงเป็นโลกของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ที่เราอาจจะมองอย่างเปรียบเทียบ มองแบบสายกลาง มองเห็นแง่มุมต่างๆ ระดับต่างๆ ได้มากมาย ไม่ใช่โลกที่จะต้องเลือกข้างขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างสุดโต่งเท่านั้น
การคิดแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง เป็นการคิดแบบสรุปรวบยอดง่ายๆ โดยใช้อารมณ์มากกว่าใช้เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ การคิดแบบตัวเองเป็นศูนย์กลาง การชอบตัดสินชอบโทษคนอื่น เป็นคนแบบทำอะไรต้องให้สมบูรณ์แบบ คิดทางลบ มองโลกแง่ร้าย คนจำนวนมากชอบคิดแบบนี้ เพราะทำให้เขาเข้าใจเรื่องชีวิต/สังคมได้ง่าย ชัดเจน มั่นคง ปลอดภัย ทำให้ตนมั่นใจว่าตนเป็นฝ่ายถูก (คนอื่นเป็นฝ่ายผิด) ฉลาด อยู่เหนือกว่าคนอื่น
การมองแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง มักจะนำไปสู่การคิดแบบตายตัว ความดื้อรั้น ไม่เปิดใจกว้างรับฟังคนอื่น ปิดกั้นตัวเองไม่ให้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สื่อสารสัมพันธ์กับคนอื่น รวมทั้งคนใกล้ชิดได้ไม่ดี มีปัญหาขัดแย้งกัน ทำให้คนอื่นพลอยเครียดไปด้วย คนคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง จะปิดกั้นตัวเองไม่ให้มีโอกาสมองไม่เห็นทางเลือกอื่น ไม่ประนีประนอม แต่ในโลกสมัยนี้เราต้องร่วมมือพึ่งพากัน การรู้จักการประนีประนอม ตระหนักว่าคนอื่นเขาก็มีความคิดของเขาเองเป็นเรื่องสำคัญ ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น
คนมองแบบ 2 ชั้วตรงข้ามสุดโต่งมักจะตั้งเป้าหมายสูง และเมื่อไม่ได้อย่างที่คาดไว้ก็จะผิดหวังสูงแบบสวิง เช่น เคยชื่นชมใครว่าดีสมบูรณ์แบบ อาจจะเปลี่ยนเป็นดูหมิ่น เกลียดชังไปอีกขั้วหนึ่ง คนที่มองแบบนี้จึงมักจะเครียดมากขึ้น และทำให้คนอื่นที่สัมพันธ์เครียดด้วย คนที่เครียดมากก็อาจจะกลายเป็นภาวะซึมเศร้าได้ คนที่คิดแนวนี้มักมีปัญหาทั้งในครอบครัว ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ที่ทำงาน พวกที่มีความคิดทางการเมืองหรือลัทธิความเชื่อสุดโต่ง อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมที่รุนแรงได้
ปัญหานี้นอกจากจะมาจากพัฒนาการภูมิหลังของคนบางคนแล้ว คนที่คิดแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้มากคือ พวกที่สนใจการเมือง ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อต่างๆ อย่างรุนแรงหมกมุ่น เพราะเป็นเรื่องสัมพันธ์กับอำนาจด้วย ผู้นำทางการเมือง ศาสนา หรือนักโฆษณาสินค้า เป็นคนที่นิยมและหลายคนเก่งในการโน้มน้าว ทำให้ประชาชนคิดอะไร 2 ขั้วสุดโต่งแบบง่ายๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้ครอบงำให้คนเชื่อตามพวกเขาได้ และทำให้เขามีพรรคพวกและมีอำนาจ คนที่มีพัฒนาการที่มีแนวโน้มจะคิดแบบ 2 ขั้วอยู่แล้ว จึงกลายเป็นพวกคิดแบบสุดโต่งทางการเมือง หรือศาสนาความเชื่อได้ง่าย
เมืองไทยช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างกลุ่มนิยมทักษิณและกลุ่มต่อต้านทักษิณสูง ก็มีกลุ่มที่คิด 2 ขั้วสุดโต่งทั้ง 2 ฝ่าย เช่น กลุ่มที่เชื่อว่าระบอบทักษิณอยู่ข้างคนจน ช่วยคนจน ต่อต้านชนชั้นเจ้าที่ดินใหญ่ ขณะที่กลุ่มต่อต้านทักษิณบางส่วนเป็นพวกอุลตราโรแยลลิสต์ (นิยมกษัตริย์สุดโต่ง) ผู้มองว่าใครไม่แสดงออกซึ่งความนิยมกษัตริย์เหมือนพวกตน เป็นพวกที่คิด “ล้มเจ้า” ไม่ใช่คนไทย ซึ่งเป็นการคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามอย่างสุดโต่งที่ไม่จริงทั้งคู่ การเมืองเป็นเรื่องความสัมพันธ์กันซับซ้อนของหลายกลุ่มย่อยในสังคม และมีวิธีการต่อรอง วิธีดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ หลายวิธี หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การปะทะกันของ 2 กลุ่ม ซึ่งอยู่สุดขั้วตรงข้ามกันเสมอไป การคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง เช่น พวกนิยมลัทธินาซีในสมัยฮิตเลอร์ นำไปสู่สงคราม การล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
เราต้องหาทางแก้ปัญหาทางจิตวิทยาสังคม เรื่องคนไทยจำนวนมากชอบคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่งให้ได้ จึงจะมีทางทำให้คนไทยปรองดองสมานฉันท์ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้เกิดการกระจายทรัพยากร การมีงานทำ สิทธิทางสังคมที่เป็นธรรมด้วย ปัญหาทางความคิดของคนไทย ต้องใช้จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา เข้ามาช่วยกันให้การศึกษา ช่วยกันปฏิรูปเรื่องการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร และวิธีการคิดอ่านของประชาชนมากขึ้น ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้เกิดความเป็นธรรม เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ จะทำให้คนลดความระแวง และไว้วางใจกัน มองเห็นทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นไม่ต้องสู้กันให้ตายหรือแพ้ชนะกันไปแบบสุดโต่งได้







