'ดาต้าเซ็นเตอร์' สู่เกมหนี้เสี่ยงกว่าเดิม หากไม่สะดุด งานเลี้ยงยังไปต่อ แต่เมื่อเพลงจบ ใครจะเหลือที่นั่ง

การแข่งขันดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI กำลังไปสู่เกมเดิมพันที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อโครงการยักษ์ต้องพึ่งเงินทุนสถาบัน หนี้หลายชั้น และ ‘รายได้ในอนาคต’ มากกว่ากระแสเงินสดจริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครสร้างได้เร็วกว่า แต่คือ ใครจะอยู่รอดได้ เมื่อต้นทุนเริ่มแพงขึ้น และความต้องการจริงยังต้องพิสูจน์
ในการแข่งขันสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์” ให้ล้ำหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ สนามแข่งแห่งนี้กำลังเดือดพล่านทั่วเอเชีย และในเวลาเดียวกัน นี่กำลังเปลี่ยน “โมเดลการระดมเงิน” ไปสู่สนามลงทุนที่เสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด เพื่อรองรับต้นทุนอันมหาศาล
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ด้วยต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งทะยาน ทั้งค่าอุปกรณ์ ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง กำลังบีบให้ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในศูนย์เทคโนโลยีสำคัญ อย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ (JS-SEZ) ของมาเลเซีย ต้องเริ่มถอยห่างจากโมเดลระดมทุนแบบเดิม ที่พึ่งพาเงินทุนผู้ก่อตั้ง นักลงทุนรายย่อย และสินเชื่อธนาคารทั่วไป
โมเดลเดิมนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ กองทุนไพรเวตอิควิตี้ หรือกองทุนเครดิต พร้อมโครงสร้างหนี้ที่ซับซ้อน และเสี่ยงกว่าเดิม ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เงื่อนไขการชำระหนี้ที่ตึงตัว การซ้อนหนี้หลายชั้น ไปจนถึงสิทธิแปลงหนี้เป็นหุ้น ซึ่งอาจบั่นทอนสัดส่วนการถือครองของผู้ถือหุ้นเดิมในอนาคต
“ทุกคนมาถึงจุดที่ต้องหาเงินเพิ่ม” แกรี โกห์ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านดาต้าเซ็นเตอร์ Sprint DC Consulting กล่าว
“ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณต้องพึ่งเงินทุนเอกชน” เพื่อให้โครงการเดินต่อได้
- ดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐยะโฮร์ มาเลเซีย ขณะกำลังก่อสร้าง (ภาพ: Shuttlestock) -
ทั้งนี้ ปริเทช สวามี หัวหน้าฝ่ายวิจัยและข้อมูลเชิงลึกของ Asia Pacific Data Centre Group แห่งบริษัทที่ปรึกษาและบริการอสังหาริมทรัพย์ Cushman & Wakefield ประเมินว่า ต้นทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชีย (ไม่รวมอุปกรณ์ IT) อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ต่อกำลังไฟ 1 เมกะวัตต์ (MW) โดย 1 เมกะวัตต์ = 1 ล้านวัตต์
ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล (ขนาด 100 MW ขึ้นไป) จะมีต้นทุนก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 31,000 ล้านบาท) ต่อโครงการ
พึ่ง ‘สัญญาเช่าอนาคต’ มากกว่ากระแสเงินสดจริง
แรงผลักสำคัญที่ทำให้ผู้พัฒนาในเอเชียกล้ารับโครงสร้างการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น คือความต้องการพลังประมวลผลระดับโลก ผู้เช่ารายใหญ่ ตั้งแต่บริษัทโทรคมนาคมไปจนถึงผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่าง Google และ Amazon ต่างลงนามสัญญาเช่าระยะยาวมูลค่าสูง ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนานำ “ความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้เช่า” และ “รายได้ที่คาดว่าจะเกิดได้ในอนาคต” ไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินโครงการได้
ไม่เพียงเท่านั้น หลายบริษัทที่ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ยังมีการตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมา เพื่อกู้เงินในนามบริษัทแม่ แล้วนำไปใช้กับหลายโครงการพร้อมกัน ข้อดีคือยืดหยุ่น ใช้เงินข้ามโครงการได้ และช่วยให้ผู้กู้ “ขยายเพดานเครดิตของตัวเองได้”
ดาต้าเซ็นเตอร์ จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถ "ซ้อนหนี้หลายชั้น" (Multiple layers of Debt) เพื่อเร่งผลตอบแทนได้มากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์พลิก เจ้าหนี้จะได้ชำระก่อนผู้ถือหุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นอาจ “ติดอยู่กลางทาง” หากตลาดสะดุด
นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า ภาคดาต้าเซ็นเตอร์พึ่งพาสัญญาเช่าเหล่านี้มากเกินไปหรือไม่ หลังจากราคาหุ้นยักษ์เทคฯ Oracle ปรับตัวลงแรง ท่ามกลางภาระสัญญาเช่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่พุ่งขึ้นถึง 248,000 ล้านดอลลาร์
ธนาคารพาณิชย์ในเอเชียจึงเริ่มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบสถานะลูกค้าอย่างละเอียดขึ้น และการกำหนดอัตราการเช่าพื้นที่ขั้นต่ำที่สูงกว่าเดิม เนื่องจากตลาดผู้เช่าจริงกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งหากรายใดรายหนึ่งสะดุด จะกระทบทั้งโครงการ
มาร์ก ฟอง ซีอีโอของ Empyrion Digital เตือนว่า ผู้ให้บริการจะเริ่มรับรายได้ก็ต่อเมื่อผู้เช่าย้ายเข้าใช้งานจริงเท่านั้น โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์แบบผู้เช่ารายเดียว แต่หากลูกค้า “เลื่อน” หรือ “ยกเลิกการใช้งาน” โครงการอาจกลายเป็นภาระที่ต้องใช้เงินเพิ่มเพื่อปรับปรุงหรือหาผู้เช่ารายใหม่
ความยาก คือ รักษาสมดุลทุนจีนและทุนสหรัฐ
ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านการเงิน แต่ยังรวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI อาจถูกส่งต่อไปยังจีน ฝ่าฝืนข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐ
กรณีล่าสุดในเดือนมีนาคม เมื่อผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์มาเลเซีย Exsim Group ยกเลิกสัญญาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่กับ Aperia Cloud Services หลังผู้บริหารของ Aperia ถูกตั้งข้อหาในสิงคโปร์ ฐานหลอกลวงผู้จำหน่ายเกี่ยวกับผู้ใช้งานปลายทางของเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิป Nvidia ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ AI ของจีนอย่าง DeepSeek
ในเขตเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์เอง บทบาทของบริษัทจีนก็เด่นชัด โดย ByteDance เป็นผู้เช่ารายใหญ่ของผู้ให้บริการอย่าง DayOne และ Bridge Data Centers ขณะที่ TikTok ยังประกาศลงทุน 3,800 ล้านดอลลาร์ในบริการดาต้าโฮสติ้งในไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นฮอตสปอตดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่
อย่างไรก็ตาม “ธนาคารกังวลใจว่า โครงการที่พวกเขาให้กู้ หากไปให้บริการลูกค้าจีน ก็อาจทำให้ไม่สามารถเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงจากสหรัฐในอนาคต สัญญาเช่าแบบ Co-Location ก็อาจ ‘ล่มทั้งสัญญา’ ได้ทันที” วิเวียน หว่อง นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยดาต้าเซ็นเตอร์ DC Byte กล่าว
กล่าวอีกแบบคือ ธนาคารกลัวว่า “รายได้ที่คาดไว้จะไม่เกิด” หากผู้เช่าไม่สามารถใช้งานจริงได้ แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างเสร็จแล้วก็ตาม
แม้ความเสี่ยงเพิ่ม แต่เงินสถาบันกลับไหลเข้าไม่หยุด
แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนและการปฏิวัติอุตสาหกรรมเดิม ก็ยังดึงดูดเงินทุนมหาศาล ข้อมูลจาก MSCI ระบุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีเงินไพรเวตอิควิตี้กว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ไหลเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในเอเชียแปซิฟิก โดยกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ เกิดขึ้นในช่วงสองปีหลัง
ดีลขนาดใหญ่สะท้อนความร้อนแรงของตลาด ไม่ว่าจะเป็น Blackstone ที่ซื้อผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ Airtrunk มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ หรือการที่ Vantage Data Centers ได้รับเงินลงทุน 1,600 ล้านดอลลาร์จาก GIC และ Abu Dhabi Investment Authority เพื่อขยายโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์ รวมถึง KKR ที่อยู่ระหว่างเจรจาซื้อ ST Telemedia Global Data Centers จาก Temasek ด้วยมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
ตามข้อมูลของ DC Byte ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 2 กำลังการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดใช้งานแล้วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 13.7 กิกะวัตต์ โดย 1 กิกะวัตต์ เท่ากับ 1 พันล้านวัตต์ ขณะเดียวกัน มีการให้คำมั่นลงทุนเพื่อสร้างกำลังการผลิตเพิ่มอีก 14.4 กิกะวัตต์ และยังมีโครงการอีก 33.8 กิกะวัตต์ ที่อยู่ในขั้นตอนการวางแผนระยะเริ่มต้น
บทเรียนจาก Forest City และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
ยะโฮร์แห่งมาเลเซียในวันนี้ มีดาต้าเซ็นเตอร์เดินเครื่องแล้ว 15 แห่ง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 11 แห่ง และได้รับอนุมัติอีก 25 โครงการ รวมกำลังการผลิตกว่า 5.3 กิกะวัตต์
คำถามคือ อุปสงค์จะตามทันอุปทานหรือไม่
อดีตอย่าง Forest City โครงการอสังหาฯ มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ที่ร้างผู้คน ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพง
“คำถามสำคัญไม่ใช่จำนวนโครงการ แต่คือ ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้จะตอบโจทย์ความน่าเชื่อถือระยะยาวได้หรือไม่” ซุล อัซฮาน อาบู บาการ์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการอาคารในยะโฮร์กล่าว
ในยุคที่ AI ขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต แต่เส้นทางการเติบโตที่พึ่งพาเงินทุนจำนวนมหาศาลและหนี้หลายชั้น อาจทำให้คำถามเรื่อง “ความยั่งยืน” สำคัญไม่แพ้ “ความเร็ว” ในการแข่งขันครั้งนี้
ในอดีต ยะโฮร์เคยสร้างอสังหาฯ มหาศาลแล้ว แต่ “คนไม่มาอยู่” วันนี้ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังบูมอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ “สร้างไม่ทัน” แต่คือ สร้างไปแล้ว จะใช้งานได้ดีและมีลูกค้าจริงหรือไม่ในระยะยาว
อ้างอิง: nikkei, กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ 2






