วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทักษะที่มีเฉพาะในบ้านเมืองที่รายได้สูง

กว่าสิบปีมาแล้วที่มีการกล่าวถึงทักษะ ที่ผู้คนต้องมีในการดำรงชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

ด้วยเชื่อกันว่าโลกเปลี่ยนไปมากในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษนี้ จึงต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้การดำรงชีวิตในทุกมิติสอดคล้อง และได้ประโยชน์เต็มที่จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

ทักษะแห่งศตวรรษประกอบด้วย การรอบรู้ หรือLiteracy ความสามารถ หรือCompetency และคุณลักษณะส่วนบุคคล ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ หรือ Character Quality โดยทักษะในการรอบรู้ ได้แก่อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น รู้หลักการทางวิทยาศาสตร์ รู้จักใช้ไอที เข้าใจเรื่องการเงินการคลัง และที่สำคัญคือ รู้หน้าที่และเข้าใจวัฒนธรรม ส่วนความสามารถนั้น หมายถึงความสามารถในการแก้ปัญหา คือคิดแก้ปัญหาใดๆ อย่างมีระบบ มีตรรกะ มีการใช้ข้อมูลในการคิดแก้ปัญหานั้นๆ และความสามารถในการสร้างสรรค์ คิดแบบใหม่เป็น แทนที่จะคิดแบบเก่าภายใต้บริบทใหม่ ส่วนคุณลักษณะส่วนบุคคล ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพนั้น มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่มีความใส่ใจที่จะรู้จริงในเรื่องรอบตัว เห็นอะไรเกิดขึ้นก็พยายามทำความเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จะปรับให้ดีขึ้นได้อย่างไร มีความสนใจที่จะริเริ่มสิ่งต่างๆ มีการปรับตนเองรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไปจนกระทั่งมีความเป็นผู้นำ และมีความตื่นตัวกับประเด็นทางสังคม และวัฒนธรรม

เมื่อสองสามปีก่อน ธนาคารโลกอยากรู้ว่าทักษะแห่งศตวรรษนี้ มีความแตกต่างกันหรือไม่ในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจต่างกัน จึงทำการสำรวจเพื่อประเมินทักษะนี้ในประเทศต่างๆ ในโลก โดยแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

กลุ่มแรก เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งรวมทั้งกลุ่มประเทศ OECD ที่กล่าวได้ว่ามีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับนำ ประเทศกลุ่มที่สองคือ กลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง หรือ Upper Middle Income ซึ่งรวมถึงบ้านเราด้วย กลุ่มที่สาม เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางทั่วไป หรือLower Middle Income และกลุ่มที่สี่ เป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดยประเมินทักษะครบทั้งสามกลุ่ม ยกเว้นทักษะในด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพนั้น มีการประเมินเพียงเรื่องเดียวคือความใส่ใจที่จะรู้จะอธิบายเรื่องที่เกิดหรือจะเกิดขึ้นรอบๆ ตัว หรือ Curiosity

ผลการประเมินพบว่า คนในประเทศรายได้สูง มีคะแนนประเมินเฉลี่ยของทักษะการรอบรู้ในทุกด้าน สูงกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศรายได้ปานกลาง มีค่าเฉลี่ยของการรอบรู้ต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์แทบทุกด้าน โดยเฉพาะค่าเฉลี่ยของการรอบรู้ด้านการใช้งานไอที ด้านการเงินการคลัง และการรู้หน้าที่พลเมือง และเข้าใจวัฒนธรรมอยู่ในระดับต่ำมาก ประเทศรายได้ต่ำมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็นต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนความรอบรู้ด้านอื่นลงไปเกือบศูนย์

ซึ่งถ้าเชื่อตามผลการสำรวจนี้ ก็หมายความว่า บ้านเมืองใดจะมีรายได้สูงได้ นอกจากคนอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น เขาใจหลักเหตุผลแล้ว ยังต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับการใช้ไอทีอย่างมีประโยชน์ ต้องเข้าใจการเงินการคลัง รู้ว่าโอกาสที่จะร่ำรวยจากหวยนั้น มีมากน้อยแค่ไหน รู้ว่าภาระจากการเข้าวงแชร์มีมากแค่ไหน และผลตอบแทนคุ้มเพียงใด และที่น่าสนใจคือ คนในบ้านเมืองที่จะร่ำรวยนั้น ส่วนใหญ่รู้หน้าที่ เข้าใจวัฒนธรรม รู้ว่าหน้าที่ของตนมีอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาแต่บ่นว่าคนอื่น เอาแต่ไล่บังคับคนอื่นให้ทำตามที่ตนอยากให้ทำ แต่ตัวเองไม่ทำอะไรสักอย่างที่เป็นหน้าที่ของตน

รู้หน้าที่รวมถึงรู้ด้วยว่า ทำอะไรแล้วเป็นการสร้างความเดือดร้อนลำบากให้คนอื่น เป็นผู้คนที่ไม่ยึดติดกับคำว่าธุระไม่ใช่ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงาน บ้านเมืองและชุมชนของตน รู้ว่าจะธำรงรักษารูปแบบวิถีชีวิตที่บ่งบอกความเจริญงอกงามที่มีอยู่ในหน่วยงาน ในชุมชนนั้นได้อย่างไร ไม่ใช่แค่เหกันไปตามเทศกาลต่างๆ โดยปราศจากความเข้าใจในวัฒนธรรมของตนเอง เอาวัฒนธรรมการทำงานของคนอื่นมาเลียนแบบ โดยไม่ดัดแปลงให้สอดคล้องกับวิถีของตนเองและหน่วยงาน

ผลการประเมินด้านความสามารถยิ่งน่าสนใจ คนในบ้านเมืองร่ำรวยมีความสามารถในการแก้ปัญหา และมีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าคนในบ้านเมืองที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงกว่าเท่าตัว แปลว่าคนในบ้านเมืองที่ร่ำรวยแล้วนั้น อาจใช้เวลาแก้ปัญหาเดียวกันน้อยกว่าคนในบ้านเมืองที่มีรายได้ปานกลางกว่าเท่าตัว ถ้าบ้านเขาแก้ปัญหาเสร็จในเดือนเดียว บ้านเราต้องใช้สองเดือน บ้านเขาคิดวิธีแก้ปัญหาได้สองวิธี บ้านเราอาจคิดได้แค่วิธีเดียว เพราะความคิดสร้างสรรค์ต่างกันเท่าตัว

คุณลักษณะที่ดีส่วนตัวด้านความใส่ใจใฝ่ รู้ไปในทางเดียวกับความสามารถในการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ คือคนในบ้านเมืองที่รายได้สูงมีมากกว่าคนในบ้านเมืองรายได้ปานกลางกว่าเท่าตัว  จึงบอกได้เลยว่า เพราะทำงานกันไปแต่ละวัน โดยไม่ใส่ใจจะรู้ว่า จะทำงานเดิมให้ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อไม่ใส่ใจจะรู้ปัญหา ก็เลยไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหา เมื่อไม่เห็นว่างานเดิมนั้นควรจะต้องปรับเปลี่ยนไปทำไม จึงไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการคิดสร้างสรรหาหนทางทำงานใหม่ๆ เมื่อทำกันแบบเดิมๆ ก็ไม่ต้องสนใจว่า ไอทีจะมาช่วยอะไรได้บ้าง และไม่ต้องสนใจการเงินการทอง ทำตามเดิมไม่รู้จะไปคิดเงินคิดทองใหม่ไปเพื่ออะไร สุดท้ายคือทำแบบเดิมๆ จนแยกไม่ออกว่า อันไหนหน้าที่ฉัน อันไหนหน้าที่คนอื่น จนเกินเลยอยู่เป็นประจำในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ และขาดอยู่เป็นประจำในเรื่องที่เป็นหน้าที่ จบลงด้วยการติดกับดักอยู่ที่เดิมไปไหนต่อไม่ได้ พร้อมๆ กับอยู่ต่อไปอย่างภาคภูมิใจกับกับดักที่ติดอยู่นั้น