การวางระเบิดที่ราชประสงค์ ได้คร่าชีวิตและทำให้มีคนบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
บาดแผลทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นความเสียหายที่ไม่อาจตีค่าเป็นตัวเงินได้ แม้ว่าเงาดำแห่งความหวาดกลัวจะตั้งเค้าขึ้นมา แต่สุดท้ายก็พ่ายน้ำใจคนไทย ที่ยังไม่ทิ้งความรักความสามัคคี นอกจากการสร้างความหวาดกลัวแล้ว เป้าหมายสำคัญอีกอย่างของผู้ไม่หวังดีคือ การทำลายธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวจักรหลักในการฉุดเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว เราลองมาดูกันว่า การท่องเที่ยวจะถูกทุบจนยุบไปจริงหรือเปล่า?
การจะคาดการณ์ผลกระทบคราวนี้ เราต้องมีข้อสมมติในการมอง ผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ทราบความจริงว่าอะไรเป็นสาเหตุ และใครเป็นคนทำ แต่ถ้าให้ผมเลือก “แว่น” ที่จะใช้มอง ผมจะมองว่าเรื่องนี้เป็นผลมาจากเหตุทางการเมือง (ซึ่งผมอาจจะคิดผิดก็ได้)
หากใช้ข้อสมมตินี้ สิ่งที่เราต้องทำคือ ย้อนกลับไปดูว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงในอดีต ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ผมเลือกใช้ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาประกอบการคาดการณ์ ข้อมูลชุดนี้ได้มาจากกรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีอยู่สองรูปด้วยกันรูปแรกเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2557 และรูปที่สอง เป็นอัตราการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม และนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558
จากรูปแรกเราจะเห็นเลยว่า ตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2556 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นโดยตลอด จาก 14 .1 ล้านคน ในปี 2552 เป็น 26.5 ล้านคน ในปี 2556 แสดงว่าการชุมนุมในปี 2553 ไม่ได้ส่งผลต่อการท่องเที่ยวมากนัก แต่การชุมนุมในปี 2556-2557 ส่งผลกระทบมากกว่า เพราะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมาเป็น 24.8 ล้านคน ในปี 2557 จนอาจคาดการณ์ต่อไปว่า ผลกระทบของระเบิดคราวนี้ก็น่าจะสร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวในลักษณะที่คล้ายกัน
การมองแบบนี้อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเมื่อดูข้อมูลในรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่า อัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เป็นบวก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักท่องเที่ยวจีนเอง ช่วงไตรมาสที่ 2 อัตราการขยายตัวอยูที่ 2 ถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง แม้ว่าจะมีความรุนแรง แต่ก็เป็นผลระยะสั้น ไม่นานก็พื้นตัวได้
ดังนั้น หากจะให้ฟันธง ผมก็ของฟันธงว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนักท่องเที่ยวกลับมาแน่นอน แต่การฟังธงของผม ก็มีสมมติฐานว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง เพราะเหตุการณ์ทั้งปี 2553 และปี 2556-2557 มีความเหมือนกันในจุดนี้ แม้ว่าตอนเกิดเหตุจะน่ากลัว แต่หลังจากนี้ความสงบก็เกิดขึ้น บรรยากาศดีขึ้น
สิ่งที่เราทำหลังเหตุการณ์นี่แหละที่สำคัญ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ การสร้างบรรยากาศความรักความสามัคคีที่ทำอยู่ตอนนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้ว การเร่งหาผู้กระทำผิด และนำผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้ จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น การยกระดับการรักษาความปลอดภัยในทุกพื้นที่ ในห้วงเวลานี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อย่าไปกังวลว่าทำแล้วคนจะกลัว ความจริงคือ ถ้ารักษาความปลอดภัยไม่ดี หลังจากนี้คนจะกลัวมากกว่าเดิมอีก
แต่แค่นี้ยังไม่พอ การประชาสัมพันธ์หลังเกิดเหตุการณ์ จะทำงานเชิงรับไม่ได้ เพราะจะทำให้ข่าวสารที่แพร่ออกไปยังชาวโลกสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง รวดเร็ว และทันการณ์ นี่คือสถานการณ์ที่ต้องมีทีมงานคอยนั่งวิเคราะห์กระแสข่าวรายชั่วโมง เพื่อจะเลือกกลยุทธ์และ “สาร” ที่จะส่งออกไปให้เหมาะสม
ที่สำคัญ การสื่อสารทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในสภาพที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ อะไรก็คลุมเครือไปหมดแบบนี้ ความจริงเป็นอาวุธทางการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด
12 ตุลาคม เมื่อ 13 ปีก่อน เกาะบาหลีก็มีระเบิด เสียหายกว่าเราเยอะ แต่ตอนนี้การท่องเที่ยวของบาหลีคึกคักกว่าเดิมเสียอีก ถ้าบาหลีทำได้ เราเองก็ทำได้ ขอให้เดินถูกทาง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง การจะให้นักท่องเที่ยวกลับมาบ้านเราอีก ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝัน








