สร้างความฮือฮาไม่น้อย สำหรับยักษ์ใหญ่ธุรกิจอีคอมเมิร์ชของโลก อย่าง Amazon กับการผลประกอบการล่าสุด
ในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะผลประกอบการกำไรมากกว่าที่คิดไว้มาก จากตอนแรกคิดว่าน่าจะขาดทุนด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ หุ้นของอเมซอน จึงทะยานเพิ่มขึ้นถึง 18% หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐเปิดการซื้อขายได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ เจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอ มีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 3,470 ล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.27 แสนล้านดอลลาร์) จากเดิม 7,200 ล้านดอลลาร์
กล่าวแบบเข้าใจง่ายๆ คือ เจฟฟ์ เบซอส รวยเพิ่ม 1.27 แสนล้านบาท! โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง!
โซวบักท้ง เกิดแล้วตายวนเวียนหลายพันรอบ ประหนึ่งหนังเรื่อง Edge of Tomorrow ก็มิน่าจะสามารถทำได้แบบ เจฟฟ์ เบซอส
จริงๆ เว็บอเมซอน ถือเป็นเว็บที่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ ผมซื้อสินค้าจากอเมซอน มาตั้งแต่สมัยยุคแรกๆ เกือบจะ 10 ปีที่แล้ว เห็นพัฒนาการของเว็บนี้มาโดยตลอด รวมถึงบริการที่สุดแสนจะยอดเยี่ยม ครั้งหนึ่งผมเคยสั่งหนังสือจากอเมซอน แต่ว่าค่าขนส่งแบบส่งด่วนค่อนข้างแพงกว่าค่าหนังสือเสียอีก จึงตัดสินใจให้อเมซอน จัดส่งหนังสือให้แบบไปรษณีย์ธรรมดา ปรากฏว่าใช้เวลานานมากเกือบๆ 3 สัปดาห์ยังไม่ได้รับหนังสือ ผมจึงตัดสินใจส่งอีเมล์ไปติดตามสินค้า ซึ่งพนักงานตอบกลับอีเมล์ผมอย่างสุภาพมากๆ โดยบอกว่าพัสดุของผมอาจจะสูญหายกลางทาง แต่อเมซอน จะรับผิดชอบจัดส่งหนังสือใหม่มาให้อีกครั้ง
จากนั้นเพียงแค่ 2 วัน ผมก็ได้รับหนังสือใหม่จากอเมซอนตามสัญญา แต่ระยะเวลา 2 วันจากอเมริกา หมายความว่าอเมซอน ส่งด่วนแบบ Ship Overnight ให้กับผมครับ ซึ่งค่าส่งแพงมากๆ แพงกว่าค่าหนังสือไป 2-3 เท่า! ถ้านโยบายการดูแลลูกค้าไม่ดีจริง เชื่อว่าอเมซอน ทำแบบนี้ไม่ได้ สุดแสนประทับใจจริงๆ!
และประทับใจยิ่งกว่านั้น หลังจากได้รับหนังสือส่งด่วนได้แค่เพียงวันเดียว ผมก็ได้รับพัสดุจากอเมซอนอีกชุด ที่เป็นหนังสือเล่มเดียวกัน คือพัสดุมันไม่ได้หายครับ เพียงแต่เดินทางช้าผิดปกติเท่านั้น ผมว่าจะแสดงสปิริตคนไทย ส่งหนังสือที่ได้รับซ้ำคืนไปให้ อเมซอน แต่ค่าส่งก็แพงเหลือหลาย ผมเลยเปลี่ยนใจเป็นแสดงสปิริตโซวบักท้งแทน โดยยึดหนังสือทั้งสองเล่มเป็นสมบัติของตัวเองซะเลย!!
นอกจากบริการที่ยอดเยี่ยมของอเมซอนแล้ว ผมเองประทับใจระบบอัจฉริยะในตัวเว็บไซต์ของอเมซอนมากๆ คือทันทีที่เข้าไปในเว็บไซต์ เหมือนอเมซอน จะรู้ใจผมไปหมดทุกอย่าง รู้หมดว่าผมชอบอ่านหนังสือแนวไหน ชอบดู Gadget อะไร ชอบของเล่นหมวดหมู่ไหนอเมซอน จะหยิบสินค้าจากที่มีอยู่หลายล้านชิ้น มาแสดงให้ผมเลือกช้อป ประหนึ่งว่าอเมซอนมีตาทิพย์อ่านใจของผมได้!
พอไล่เรียงอ่านรีเสิร์ชว่าอเมซอน ทำได้อย่างไร ก็ถึงบางอ้อว่า จริงๆแล้วอเมซอนใช้เทคโนโลยีการจัดการข้อมูล ที่ช่วงนี้เราเรียกกันอย่างติดปากว่า “Data Management Platform” (DMP) อเมซอนจะมีการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของคนเข้าเว็บทุกคนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงคนที่ไม่จับจ่ายใช้สอยด้วย ว่ามีพฤติกรรมเช่นไร เช่น นางสาวกุ๊กไก่ เข้าเว็บอเมซอน โดยคลิกดูที่สินค้า A ต่อด้วยสินค้า B ต่อด้วยสินค้า C ต่อด้วยสินค้า D เสร็จแล้วไปสิ้นสุดด้วยการควักบัตรเครดิต ซื้อสินค้า E
เมื่อนางสาวกุ๊กกิ๊ก เข้าเว็บอเมซอน โดยคลิกดูที่สินค้า A ต่อด้วยสินค้า B ต่อด้วยสินค้า C ซึ่งพฤติกรรมใกล้เคียงกับผู้เข้าเว็บรายอื่น ดังนั้นอเมซอนก็จะเริ่มจับพฤติกรรมได้ว่ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า E ระบบจึงแสดงสินค้า E ให้นางสาวกุ๊กกิ๊กได้ชอบปิงทันที
ตัวอย่างดังกล่าวผมพยายามแสดงให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ซึ่งจริงๆระบบ DMP ทำงานซับซ้อนกว่านี้มาก เพราะไม่ได้เก็บข้อมูลแค่คนๆ เดียว แต่เก็บข้อมูลพฤติกรรมของทุกคนที่เข้าเว็บไซต์ แล้วนำมาวิเคราะห์สร้างตัวแปล เพื่อที่จะบอกว่าสินค้าอะไรที่มีโอกาสที่จะขายได้มากที่สุด แล้วนำมาแสดงให้กับคนที่กำลังเข้าชมเว็บไซต์ในขณะนั้น
ที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นมันเป็นระบบ One to One Marketing กล่าวคือสมมุติว่ามีคนเข้าเว็บไซต์อเมซอน ในขณะนั้น 1,000 คน ทั้ง 1,000 คนจะได้รับการเสนอสินค้าที่ไม่เหมือนกันเลย
ว่าไปแล้วนึกถึง โชห่วย เมืองไทยครับ ทุกวันนี้โชห่วยบ้านเราที่พอจะอยู่รอดได้ ก็เพราะอาศัยสายสัมพันธ์และการจดจำลูกค้าได้ของเถ้าแก่ ลูกค้าเดินเข้าร้านมาไม่ต้องพูดอะไรมาก อาแปะเดินไปหยิบบุหรี่ คว้าน้ำอัดลม เดินเข้าไปทักทาย แล้วขายสินค้าลูกค้าได้ในทันที โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
ทุกวันนี้ต้องบอกว่าอเมซอนสามารถทำแบบโชห่วยได้แล้วครับ แต่เราคงต้องบอกว่า มันไม่ใช่โชห่วยธรรมดา แต่มันคือ "อภิมหาโชห่วย" ถ้าอเมซอน มาไทยเมื่อไหร่ น่ากลัวสำหรับธุรกิจค้าปลีกในไทยจริงๆ ครับ









