วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้นำออสเตรเลียยืนยัน : ยิ่งไทยเจอเหตุร้าย

คนออสเตรเลียยิ่งต้องมาไทย!

ในยามที่เราเผชิญกับเหตุร้าย อย่างกรณีระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อคืนวันจันทร์ ถ้อยคำให้กำลังใจจากเพื่อนต่างประเทศ มีความหมายทุกประโยค เพราะเมื่อคนชาติอื่นประสบกับภัยพิบัติร้ายแรง คนไทยก็ยื่นมือช่วยเหลือและส่งแรงใจถึงกันอย่างอบอุ่นเช่นกัน

ในโลก social media เราได้เห็นภาพและถ้อยประโยคปลอบใจและส่งความเห็นอกเห็นใจไม่น้อย ผู้นำหลายประเทศก็ส่งสารมาให้กับรัฐบาลและประชาชนคนไทย ให้ต่อสู้และมีกำลังใจที่จะเดินหน้าสร้างชาติสร้างสังคมต่อไป

แต่ที่น่าประทับใจเป็นพิเศษสำหรับผมคือคำกล่าวของ นายโทนี แอ็บบอท นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ที่กล่าวต่อรัฐสภาเขาเองวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ

ท่านเริ่มต้นด้วยการรายงานต่อสภาว่า ได้ตรวจสอบแล้วไม่มีชาวออสเตรเลียบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

และบอกว่าตำรวจออสเตรเลียได้แจ้งมายังรัฐบาลไทยว่า พร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือใด ๆ ที่ทางการไทยต้องการ และหน่วยงานด้านความมั่นคงของออสเตรเลีย ก็ได้แจ้งกับหน่วยงานความมั่นคงของไทยว่า พร้อมจะช่วยเหลือหากต้องการจะให้มาร่วมงานด้านใด

“ท่านประธานสภาครับ ทุกปีจะมีชาวออสเตรเลียประมาณ 900,000 คนไปเยือนประเทศไทย ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร คนออสเตรเลียเป็นล้าน ๆ คนที่เคยไปประเทศไทยแล้วมีความทรงจำที่ดีต่อประเทศนั้น...”

นายกฯแอ็บบอท บอกต่อว่า

“ผมเชื่อว่าคนออสเตรเลียยังควรจะไปเยือนเมืองไทยต่อเนื่อง เพราะเป้าประสงค์ของคนที่ก่อเหตุระเบิดในเมือง ที่มีผู้คนหนาแน่นก็คือการทำให้พวกเรากลัวตัวเอง เราจึงไม่ควรให้พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เรากลัวหรือยอมถูกข่มขู่เป็นอันขาด...”

นี่ครับ ขณะที่หลายประเทศออกแถลงการณ์เตือนประชาชนของตน อย่ามาเมืองไทยหรือให้หลีกเลี่ยงไทยเพราะเหตุร้ายแรง หรือออกคำประกาศที่แสดงความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์นี้ แต่ผู้นำออสเตรเลียคนนั้นกลับบอกว่าคนของเขาต้องไม่กลัว ต้องแสดงให้ผู้ก่อเหตุร้ายเห็นว่า พวกเขาจะสร้างความหวั่นหวาด จนผู้คนไม่กล้าไปไหนมาไหนตามปกติได้ เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ การทำให้ชีวิตของคนในสังคมตกอยู่ในภาวะวุ่นวายสับสนปั่นป่วน

จุดยืนของนายกฯแอ็บบอทอย่างนี้สะท้อนถึงการยืนยันว่าประเทศต่าง ๆ จะต้องร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายลักษณะนี้ด้วยการเพิ่มความระมัดระวัง ประสานข่าวกรองระหว่างกัน และที่สำคัญคือจะต้องไม่ให้ประชาชนหวาดกลัวและแตกตื่นจนไม่อาจมีชิวิตปกติได้

ต้องไม่ลืมว่าออสเตรเลียเองเคยตกเป็นเหยื่อ ของการก่อการร้ายทำนองนี้อย่างหนักหน่วงมาแล้ว โดยเฉพาะในเหตุการณ์ระเบิดรุนแรงที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2002 เมื่อกลุ่มหัวรุนแรง Jemaah Islamiyah ใช้ระเบิดถล่มสถานที่ตากอากาศชื่อดังแห่งนี้ มีคนเสียชีวิต 202 และบาดเจ็บ 209 คน

ในจำนวนคนตายนั้นมีคนออสเตรเลียมากถึง 88 คน ชาวอินโดฯ 38 คนและที่เหลือเป็นคนมาจากกว่า 20 ประเทศ

ออสเตรเลียจึงเข้าใจความรู้สึกของความสูญเสียอย่างลึกซึ้ง แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่า วิธีการที่จะสู้กับนักก่อการร้ายที่ได้ผลที่สุด คือการไม่ยอมให้ความโศกเศร้าและความกลัวมาครอบงำ จนฝ่ายกระทำการได้ใจว่าทำสำเร็จตามเป้าหมาย คือให้ทุกคนตกอยู่ท่ามกลางความหวั่นไหวหวาดกลัวและไม่เป็นอันใช้ชีวิตตามปกติ

นั่นหมายถึงการมีสติและใช้ปัญญาในการสืบสวนหาคนก่อเหตุให้ได้ อีกทั้งเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อป้องกัน ไม่ให้ผู้ก่อเหตุร้ายได้ใจเป็นอันขาด