วลี“เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง” ไม่เพียงฮิตฮอตในโลกโซเชียลเท่านั้น หากแต่ยังกินความหมายได้ลึกซึ้ง
ถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา
แต่คงโทษใครไม่ได้ นอกจากจะโทษตัวเองของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่ทำให้มีวันนี้จนได้
วันที่ “คสช.” เข้ามามีบทบาทจัดระเบียบทางการเมือง วางรากฐานการเดินหน้าประเทศใหม่ ในนาม “การปฏิรูปประเทศไทย”
ด้วยเหตุนี้ วลีในเชิงคำถามที่ว่า“เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง” จึงแทบไม่ต้องหาคำตอบจากที่ไหน เพราะมันอยู่ในใจคนไทยทุกคนนั่นเอง
ที่สำคัญ เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว สิ่งที่จะต้องตระหนัก เมื่อต้องการแก้ไขก็คือ การมีบทเรียน การทำอย่างไรจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือ ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีก หรือถ้าเหมือนเดิมก็จะต้องมีทางออก จากทางตัน
ดังนั้น ถ้ามองในแง่บวก มองอย่างใจเป็นธรรมกับฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหา กรณีบวรศักดิ์ อุวรรณโณประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายเกี่ยวกับ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ”ในมาตรา 260 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็นับว่ามีเหตุผล
โดยสาระสำคัญมีอยู่ว่า หนึ่ง-โครงสร้างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการไม่เกิน 22 คน ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองประเภทละ 1 คน และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 11 คน ซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆและการสร้างความปรองดอง
สอง -อำนาจของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
จากนั้น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้งหรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่า คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และถือเป็นที่สุด และเมื่อได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ รายงานต่อประธานสภา ประธานวุฒิสภา รายงานต่อ ประธานศาลศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด รับทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนรับทราบ และเมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นการเปิดประชุมสภา
“บวรศักดิ์”อธิบายเพิ่มเติมว่า โดยอำนาจพิเศษตามมาตรานี้กำหนดให้ใช้ได้เพียง 5 ปี ซึ่งอำนาจตามมาตรานี้ไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ
“ตัวอย่างสำหรับการใช้มาตรานี้ เช่น หากเกิดการชุมนุมขึ้นหลายพื้นที่ จนกลายเป็นจลาจล รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ตำรวจ ทหาร ก็ยังเอาไม่อยู่ ถือว่า กลไกทางกฎหมายตามปกติไม่สามารถใช้ได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ก็ต้องมาใช้อำนาจตามมาตรานี้ ซึ่งขอบเขตของอำนาจตามมาตรานี้ มีไว้เพื่อทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีการหมกเม็ด แต่เปิดเม็ดวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งยังไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่ต้องการทำให้เมืองสงบ”(สำนักข่าวอิศรา)
ที่ว่ามีเหตุผล เพราะมี “บทเรียนราคาแพง” ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องคิดกลไกขึ้นมารองรับปัญหา ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ส่วนนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วย และคัดค้านหัวชนฝา ก็ต้องกลับไปถามตัวเองให้จงหนักว่า “มาถึงจุดนี้ได้ยังไง”
เหนืออื่นใด ถ้าจะบอกว่า นี่คือ“ที่ยืนใหม่ คสช.” ที่ติดตามไปดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ในช่วงส่งผ่านการเป็นประชาธิปไตย และปฏิรูปประเทศ ก็คงไม่ผิดเช่นกัน






