พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมาถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะมีกลไกการทำงานที่เรียกว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดแนวทางในการปฏิรูป การสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยจะต้องมีทั้ง “อำนาจ หน้าที่ และกลไก ที่จะสามารถอำนวยการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม” โดยเฉพาะรัฐบาลปกติและกฎหมายปกติ อาจจะไม่สามารถแก้ไขขับเคลื่อนประเทศได้ อีกทั้งจะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป 200 คน
นั่นเท่ากับว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ก็จะเกิดกลไกเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญขึ้นมาสองชุด และหากมีการเลือกตั้งใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการทั้งสองชุดก็ยังทำหน้าที่ต่อ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าการปฏิรูปต่อไปตามยุทธศาสตร์ แม้ขณะนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหลายประเด็น แต่หากในมุมมองของผู้พยายามผลักดันการตั้งคณะกรรมการทั้งสองชุด จะเห็นว่าต้องการให้การแก้ปัญหาให้เกิดความต่อเนื่อง และเกรงว่าจะซ้ำรอยการรัฐประหารในอดีต อีกทั้งตั้งความหวังว่าหากทำสำเร็จจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว
หากติดตามความเห็นและแนวทาง การปฏิรูปตามที่เสนอกันมาทั้งหมดตั้งแต่ต้น จะพบว่าการมองปัญหาแทบไม่มีความแตกต่างจากที่เคยพูดกันมาก่อนหน้านั้น ซึ่งหมายความว่าปัญหาสังคมไทยเคยพูดกันมาหมดแล้วในเรื่องของการปฏิรูป เพียงแต่ในครั้งนี้มีการรวบรวมและกำหนดกลไกการทำงานภายใต้คณะกรรมการทั้งสองชุดเท่านั้น ดังนั้น ความสำคัญของการปฏิรูปในครั้งนี้จึงขึ้นกับว่ามีการนำเอาประเด็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยขณะนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนพล.อ.ประยุทธ์จะรู้ดีถึงข้อจำกัดในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ในเรื่องระดับชาตินั้น มักมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ออกมามากมาย เมื่อการเมืองมีการเปลี่ยนแปลง การทำงานของคณะกรรมการเหล่านี้ก็หมดบทบาทลงไปด้วย แม้ว่าคนที่มานั่งกรรมการมาจากข้าราชการประจำส่วนหนึ่งและเป็นฝ่ายการเมืองส่วนหนึ่งเพื่อเชื่อมโยงการทำงาน ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองชุดที่จัดตั้งขึ้นมานั้นก็เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้เช่นเดียวกัน แต่เราจะคาดหวังว่าคณะกรรมการทั้งสองชุดจะสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงหรือไม่นั้น จึงเป็นเรื่องของอนาคต
ประเด็นสำคัญในขณะนี้คือแนวทางการปฏิรูป และกลไกการปฏิรูปที่จัดตั้งขึ้นนั้น อาจเรียกว่าเป็นลักษณะจาก“บนลงล่าง” กล่าวคือมีการกำหนดมาจากระดับรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำหรืออดีตข้าราชการประจำ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปที่มาจาก“ล่างขึ้นบน” คือการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่ารูปร่างหน้าตามการปฏิรูปสังคมไทยจะออกมาอย่างไร หรืออาจจะซ้ำรอยในอดีตที่การพัฒนาประเทศจาก “บนลงล่าง”นั้นได้ก่อให้เกิดปัญหามากมาย และส่งผลถึงปัจจุบันที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง
เราเห็นว่าแนวทางการปฏิรูปจาก“บนลงล่าง” มีส่วนดีในเรื่องของความรวดเร็วและเอกภาพในการทำงาน อีกทั้งมีทิศทางที่ชัดเจน แต่เราต้องไม่ลืมว่าหลักสำคัญของการปฏิรูปให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ หากการปฏิรูปขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน การปฏิรูปนั้นก็คงไม่ต่างจากในอดีต กล่าวคือเป็นเพียงแค่โวหารเอาไว้พูดกัน ในขณะที่แนวทางปฏิบัติแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น คนไทยก็ยังเผชิญกับปัญหาเดิมๆและแก้ไขกันแบบเฉพาะหน้ากันต่อไป









