วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

70 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 :

นักสู้เหล่านี้คือผู้เปลี่ยนโฉมหน้าเอเชีย

วันนี้ 15 สิงหาคม เป็นวันครบ 70 ปี ที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองต่อพันธมิตร

ผมเห็นภาพชุดผู้นำเอเชียที่ปรากฏในบทความในเว็บไซต์ The Diplomat เมื่อเร็ว ๆ นี้ทำให้ผมมองย้อนกลับไปถึงสีสันทางการเมืองของผู้นำเหล่านี้อย่างน่าสนใจยิ่ง

วันที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงนั้นมีความหมายต่อคนเอเชียหลายมิติ เพราะวันเดียวกับที่ญี่ปุ่นยอมยกธงขาวก็เป็นวันที่คนจีนกว่า 400 ล้านคนขณะนั้น หายใจโล่งอก เพราะเป็นการสิ้นสุดของสงครามที่ญี่ปุ่นเข้ายึดจีน 8 ปีเต็ม ๆ ที่เริ่มด้วยกองกำลังทหารญี่ปุ่นบุกภาคเหนือของจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 1937

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองรอบใหม่ของจีน ระหว่างคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง และจีนคณะชาติของเจียงไคเช็ค และจบลงในอีก 4 ปีต่อมา ด้วยชัยชนะของเหมาบนผืนแผ่นดินใหญ่

และในจังหวะเดียวกันนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของประเทศต่าง ๆ ในย่านนี้ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชจากจักรวรรดินิยมตะวันตกอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางกระแสสังคมนิยมที่ยืนอยู่คนละข้างกับระบบทุนนิยม

แต่ละบทของประวัติศาสตร์เอเชียต้องเขียนด้วยเลือด น้ำตา และหยาดเหงื่อของเพื่อนร่วมชาติทั้งสิ้น

ผู้นำยุคหลังสงครามที่โดดเด่น และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ต่อการเมืองเอเชียและทั้งโลก เช่น เหมาเจ๋อตุง แห่งจีน, เยาวหราล เนรูห์ แห่งอินเดีย, ซูการ์โน แห่งอินโดนีเซีย, โฮจิมินห์ แห่งเวียดนาม, คิมอิลซุง แห่งเกาหลีเหนือ, ลีกวนยิวแห่งสิงคโปร์, มหาธีร์ โมหะหมัด แห่งมาเลเซีย ล้วนทิ้งมรดกการเมืองอย่างลุ่มลึกถึงทุกวันนี้

สงครามร้อนสิ้นสุดลงไม่ได้แปลว่าสันติภาพจะกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เพราะสิ้นเสียงปืนไม่นาน การยื้อแย่งอำนาจและอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ ก็ระเบิดขึ้นเป็นสงครามเย็นที่สู้กันด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบ่งเป็นค่าย “โลกเสรี” มีสหรัฐเป็นแกนนำ และ“คอมมิวนิสต์” สหภาพโซเวียตเป็นหัวหน้าโต้โผใหญ่

การแตกกระจายของสหภาพโซเวียต และการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เมื่อ 1989 เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดสงครามเย็น แต่นั่นก็มิใช่การ “สิ้นสุดแห่งประวัติศาสตร์” อย่างที่นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนประกาศเป็นทฤษฎีใหม่

เพราะตราบเท่าที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจไม่ลงตัว การแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ก็ดำเนินต่อไป เพียงเปลี่ยนรูปแบบของการเผชิญหน้าเท่านั้น

วันนี้เราจึงได้ยินคำประกาศ “ปักหมุดเอเชีย” หรือ Pivot to Asia ของอเมริกา และ “ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ของประเทศใหญ่ ๆ” จากปักกิ่ง ท่ามกลางความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก และการประดาบกันผ่านโลกไซเบอร์ที่ไร้ขอบเขต และอำนาจการทำลายที่สูงกว่าอาวุธนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ!