แล้วรัฐบาลจีนก็ต้องหาทางลงให้กับเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยการลดค่าเงินหยวนลง 2 ครั้ง
รวมแล้วกว่าร้อยละ 3 คำถามคือ ทำไมต้องลดค่าเงินหยวนในช่วงจังหวะเวลานี้ด้วย ก่อนอื่นขอพูดถึง Story ก่อนหน้านั้นก่อน
แผนบันได 3 ขั้นของรัฐบาลจีน อันได้แก่ หนึ่ง การนำเงินหยวนเข้าสู่เงินสกุลหลักของโลก ผ่านการบรรจุเงินหยวนเงินใน Special Drawing Rights (SDR) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ สอง การทำให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของโลก ผ่านการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน และ สาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระหว่างทวีปผ่านโครงการ Silk Roadรวมถึงการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและฤดูหนาวในปี 2020 ได้ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่นายสี จิ้น ผิง เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว เพื่อให้เศรษฐกิจจีนขึ้นมาผงาดในเวทีโลกแซงหน้าอเมริกา
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นจีนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งร่วงลงแรงสุดกว่าร้อยละ 40 จากจุดสูงสุดในวันที่ 8 กรกฎาคมนั้น ถือเป็นสิ่งที่ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจีนไปไม่น้อย
กระนั้นก็ดี การที่จีนยังต้องการก้าวผ่านบันไดขั้นที่หนึ่งภายในปีนี้ ซึ่งไอเอ็มเอฟก็ได้แสดงความเห็นที่ยังไม่ชัดเจน ในการที่จะให้เงินหยวนเข้ามาสู่ตระกร้า SDR หรือไม่ ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ จึงมีสิ่งที่ทางการจีนต้องทำอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ตลาดหุ้นจีนกลายเป็นเหมือนสนามแห่งสงครามที่จะต้องทำให้ผลลัพธ์เป็นที่ประทับใจของทุกคน เพื่อเป็นการเปิดทางให้จีนได้เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางบันไดดังกล่าว และ สอง ความเห็นจากบทความวิชาการของไอเอ็มเอฟ และคำให้สัมภาษณ์ของตัวกรรมการผู้จัดการเองในช่วงหลัง มักจะออกมาในโทนที่อยากเห็นค่าเงินหยวนของจีนมีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับตลาดมากกว่านี้ ล่าสุดทางการจีนจึงตัดสินใจลดค่าเงินหยวนลงดังกล่าว
สำหรับสาเหตุอื่นที่ทำให้ทางการจีนตัดสินใจลดค่าเงินหยวน ณ ช่วงเวลานี้ ผมเห็นว่ามีอยู่อีก 4 ประการ ได้แก่
หนึ่ง ทางการจีนได้บทเรียนจากญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลแดนซามูไรเดินนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดในทศวรรษ 1980 (ดังรูป) เกิดจากการหลงเชื่อสหรัฐว่า ควรทำให้ค่าเงินแข็งไว้ก่อน ซึ่งจีนไม่อยากเดินซ้ำรอย จึงมุ่งกลับมาสร้างความสามารถการแข่งขันในการส่งออกอีกครั้ง
สอง มาตรการนี้ถือเป็นการขู่บรรดานักเก็งกำไรพวกเฮดจ์ฟันด์ให้หวาดๆ ว่า เครื่องมือของทางการจีนที่จะมาใช้เป็นอาวุธมีหลากหลายมากกว่าชาติตะวันตก เมื่อชาติยักษ์ใหญ่อื่นมีการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE จีนก็มีอาวุธหลายหลายกว่านั้น
สาม การใช้ข่าวลดค่าเงินในช่วงนี้ ถือเป็นการกลบกระแสตลาดหุ้นจีนที่ลดลงอย่างรุนแรง อีกทั้งเป็นส่วนผสมระหว่างผลทางจิตวิทยาและทางปัจจัยพื้นฐาน ภายใต้ความสัมพันธ์ในยุคนี้ของตลาดการเงินแทบทุกประเทศ ที่ค่าเงินที่อ่อนค่ามีความสัมพันธ์ในทางเดียวกับดัชนีหุ้นที่สูงขึ้น
ท้ายสุด ความยืดหยุ่นของการพึ่งพาการบริโภค เป็นกลไกในการเติบโตของเศรษฐกิจจีน หากไม่พร้อม ก็พร้อมจะใช้การส่งออกไปพลางก่อน หากเศรษฐกิจจีนนิ่งเมื่อไร ค่อยกลับไปพึ่งการบริโภคได้ เข้าตำราว่า ‘มาช้าดีกว่าไม่มา’
สำหรับคำถามที่แทบทุกคนอยากทราบในตอนนี้ คือ แล้วผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นๆ จะเป็นเช่นไร คำตอบนั้น ผมขอแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีแรก หากทางการจีนต้องการเปลี่ยนแนวการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงนี้ หากอยากจะใช้โมเดลการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนแทนการบริโภคไปอีกพักใหญ่ ตรงนี้ถือว่าจีนเล่นเกมยาว ซึ่งถ้าเกมออกในแบบนี้ ค่าเงินของจีนจะลดลงอีกเป็นระลอก โดยรวมน่าจะลดลงราวร้อยละ 8-15 ขอบอกว่าอย่างนี้ ประเทศตะวันตกมีหนาว เนื่องจากถือว่ามังกรจีนเปิดสงครามเต็มรูปแบบในทางการค้า การส่งออกของยุโรป สหรัฐ และรวมถึงญี่ปุ่น น่าจะโดนผลกระทบพอสมควร สำหรับไทยเอง ในเรื่องการท่องเที่ยวต้องเตรียมรับมือไว้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยถือว่าเป็นกลุ่มชนชั้นกลางล่างเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความอ่อนไหวต่อค่าเงินจีนที่อ่อนลง กว่ากลุ่มที่เที่ยวในยุโรปหรืออเมริกา รวมถึงการส่งออกบ้านเรา ที่ยังต้องพึ่งพาอเมริกาอยู่มาก ก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่
กรณีที่สอง หากจีนใช้การลดค่าเงินเมื่อ 1-2 วันที่แล้ว เป็นแค่เชิงสัญลักษณ์ว่า พร้อมเสมอในการใช้อาวุธหนักนี้หากจำเป็น ตรงนี้ถือว่าจีนเล่นเกมสั้น ผลกระทบต่อประเทศตะวันตกรวมถึงไทย น่าจะมีไม่มากนัก ทว่า ประเทศในตลาดเกิดใหม่ก็ยังจะซบเซาต่อ เนื่องจากจีนยังคงเลือกจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อแบบใช้การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ผมยังค่อนข้างเชื่อว่า การลดค่าเงินของจีนในรอบนี้ น่าจะยังเป็นเกมสั้นมากกว่า เนื่องจากสงครามชนช้างกับสหรัฐในเรื่องค่าเงิน ณ ตอนนี้ ถือว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับจีนครับ
หมายเหตุ หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






