เกิดอะไรขึ้นอยู่ๆ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ออกมาบอกทำนอง มีแนวคิดส่วนตัวอยากเสนอ คำถามประชามติประชาชนอยากให้มี“รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” หรือไม่ เป้าหมายเพื่อต้องการให้ยุติความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกด้วยว่า กมธ.ยกร่างฯ จะหารือกัน เพื่อหาข้อยุติ เรื่องนี้ ถ้ากมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย “จบ” แต่ถ้าเห็นด้วย ไปไกลถึงขั้นนำความเห็น เสนอ สนช. และสปช. พ่วงเป็นคำถามประชามติ
บวรศักดิ์ มองไกลไปถึงขั้นถ้าผ่านความเห็นชอบของประชาชน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะมีบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ การตั้ง“รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ต้องใช้เสียง ส.ส.สนับสนุน 4 ใน 5 จาก 450 คน เท่ากับว่า “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ใช้เสียง 360 คน ส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายค้าน เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่ออีก 4 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เมื่อพ้นระยะเวลา บทเฉพาะกาลมาตรานี้ถือว่าสิ้นสุดไป
จริงๆแล้ว เรื่องนี้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างฯ เคยมีข้อเสนอมาก่อนแล้ว เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ หลุดพ้นความขัดแย้งการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้น แม้จะเป็นความเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นแต่ในทางปฏิบัติจริงใครจะกล้ารับประกันกับเรื่องนี้
แน่นอนเมื่อสิ้นเสียงข้อเสนอคำถามขอทำประชามติประชาชน กรณี“รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่แน่ๆ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกถึงแนวคิดให้มีคำถามประชามติ “อยากให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่” เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง เป็นความคิดเห็นของ บวรศักดิ์ สามารถเสนอที่ประชุมสปช.ได้ เพราะเป็นถึงรองประธานฯ ถือเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องของการสร้างความปรองดอง แต่เรื่องนี้ยังไม่หารือในที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ
ที่สำคัญเรื่องนี้ต้องถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างพรรคการเมืองเสียก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่
เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ควรถามพรรคการเมือง เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับเรื่องนี้ แน่นอนอาจจะมีพรรคการเมืองที่อาศัยจังหวะแบบ “ส้มหล่น” ที่อยากจะเข้าร่วมรัฐบาลอาจจะเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่มีความเชื่อว่าเป็นพรรคใหญ่ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าจะเอาด้วยหรือไม่
มีผู้คนบางกลุ่มพยายามจะอธิบายเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ทำไมถึงอยากจะให้มี “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ”ขึ้นมาคั่นรายการในภาวะที่บ้านเมืองขัดแย้งกันมายาวนานก่อนหน้านี้ บ้างก็บอกว่าเพราะต้องการที่จะให้มีการเกาะกลุ่ม ของพรรคการเมืองทุกพรรคที่เห็นด้วย เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่กำลังวิ่งพล่านอยากเป็น“นายกรัฐมนตรี”เวลานี้
บ้างก็บอกว่าเกมแบบนี้คิดกันมาระยะหนึ่งแล้ว เป้าหมายต้องการสร้างความปรองดองในบ้านเมือง ให้เดินไปข้างหน้าได้ บ้างก็บอกว่าหากสามารถดึงมาร่วมกันได้โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ น่าจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ดีได้ กับ“รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ”
บ้างก็บอกว่าอาจเป็นโอกาสดีที่จะ “สกัดกั้นคนแดนไกล ไปให้สุดลูกหูลูกตา เหมือนให้ลืมคนรักเก่า” ฉะนั้นหากเกิดขึ้นได้จริงกับ “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” น่าจะเป็นการสร้างมิติใหม่ในทางการเมืองขึ้นมาได้ และอาจจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ “ลืมใครบางคน”ไปได้เช่นกัน หรือไม่อย่างน้อยก็ช่วยกัดเซาะฐานอำนาจเก่าไปได้
แต่ที่แน่ๆ งานนี้กลุ่มที่อยากมีตำแหน่ง อยากมีส่วนร่วมคงจะเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่สำหรับพรรคการเมือง ที่ยังมั่นใจว่าเลือกตั้งแล้วจะได้คะแนนเสียงข้างมาก คงไม่คิดอยากร่วมสังฆกรรมกับข้อเสนออย่างนี้ แต่ที่สำคัญ “ประชาชน” เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด หากเรื่องนี้ผ่านกระบวนการไปทุกขั้นตอนแล้วจริง









