ธนาคารกลางจีนประกาศ ลดค่าเงินหยวนมากถึง 2% เพื่อพยุงเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว
ตามเศรษฐกิจมานานหลายปี ซึ่งการประกาศลดค่าเงินหยวนถือเป็นมาตรการแรง ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะหากมีมาตรการอื่นมาใช้แทน รัฐบาลกลางหรือธนาคารกลางมักจะไม่ใช้เป็นมาตรการแก้ปัญหา เนื่องจากการลดค่าเงินจะส่งผลกระทบในวงกว้าง แม้ว่าจะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการลดค่าเงิน แต่การลดค่าเงินย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ
การลดค่าเงินหยวนในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจอย่างมากต่อบรรดานักวิเคราะห์ ที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน เพราะก่อนหน้านั้นรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้นมาได้ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนไม่ได้เลวร้ายมากนัก จนทางการจีนต้องออกมาตรการลดค่าเงิน อย่างไรก็ตาม หากมองอีกด้าน การลดค่าเงินครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจจีนมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
การลดค่าเงินหยวนในครั้งนี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกพอสมควร เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของจีนใหญ่โตมาก ดังจะเห็นได้จากการชะลอตัวเศรษฐกิจของจีน ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นไปทั่วภูมิภาค เพราะต้องพึ่งพาตลาดจีนในการนำเข้าสินค้าและบริการ ซึ่งผลกระทบจากการลดค่าเงินในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดสงครามค่าเงินขึ้นมาอีกครั้ง ระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนกับชาติอื่น ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศ
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินเรื่องสงครามค่าเงินกันมาก่อนหน้านั้นแล้วในช่วงต้นปี เมื่อประเทศพัฒนาแล้วออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบในปริมาณมหาศาล ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ และสหรัฐที่ทำคิวอีมาก่อนหน้านั้น ซึ่งเท่ากับว่าทุกประเทศแทบจะใช้สูตรเดียวกัน ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการทำค่าเงินของตัวเองให้อ่อนค่าลงกว่าความเป็นจริง เพื่อช่วยเหลือสินค้าและบริการในประเทศ หรือธุรกิจของประเทศตัวเอง
แต่การลดค่าเงินหยวนมีความแตกต่างจากมาตรการคิวอีของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว เพราะทางการจีนไม่ได้อัดฉีดเงินเข้าระบบเหมือนประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำได้ทำกันก่อนหน้านี้ แต่การลดค่าเงินหยวนจะทำให้สินค้าและบริการของจีนมีราคาถูกลง ซึ่งก็เป็นเป้าหมายเดียวกับมาตรการคิวอี เพียงแต่มีวิธีการที่แตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งจากขนาดที่ใหญ่โตของเศรษฐกิจจีน จึงคาดกันว่าผลกระทบในครั้งนี้จะกินวงกว้างออกไป จากมาตรการคิวอี โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาหรือตลาดเกิดใหญ่ที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน
แน่นอนว่าเมื่อค่าเงินของจีนลดค่าลง ย่อมทำให้ประเทศอื่นต้องปรับตัวตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากค่าเงินหลายประเทศในเอเชียอ่อนค่าลงทันที ซึ่งเป็นสัญญาณจากตลาด ที่ชี้ประเมินล่วงหน้าไปแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ไป และอาจเป็นไปได้ว่าจะเกิดสงครามค่าเงินลุกลามไปทั่ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่านับจากนี้ไป ทุกประเทศทั่วโลกจะหันมาใช้มาตรการค่าเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง และอาจกล่าวได้ว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 อาจเป็นศตวรรษแห่งสงครามค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดีและตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แล้ว อาจเห็นว่าลดค่าเงินของจีนในครั้งนี้ เป็นการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกเพื่อเข้าสู่ภาวะสมดุลในระบบตลาดเสรี เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจของจีนหรือสหรัฐที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้มีขนาดใหญ่ จึงส่งผลรุนแรง แต่มองอีกด้าน ต่อจากนี้ไป เราจะเผชิญกับความผันผวนในตลาดเงินเนื่องมาจากการปรับตัวนั่นเอง เป็นความผันผวนและเกิดความปั่นป่วนจนยากประเมิน ซึ่งอาจเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกนับจากนี้ไป








