พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปรียบเทียบ การพัฒนาของประเทศไทยกับสิงคโปร์
หลังเข้าร่วมวันครบรอบวันชาติของสิงคโปร์ โดยเห็นว่าการพัฒนาของไทย ยังล้าหลังสิงคโปร์อยู่มากในหลายด้าน ซึ่งสิงคโปร์ใช้เวลาในการพัฒนาประเทศในช่วงเวลาเพียง 50 ปี ในขณะที่ไทยมีการพัฒนามานาน แต่ยังล้าหลังกว่า อีกทั้งยังเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังขอให้คนไทยร่วมมือร่วมใจกัน ในการพัฒนาประเทศให้มากกว่าที่เป็นอยู่
การเปรียบเทียบระดับการพัฒนาประเทศของตัวเองกับเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องปกติที่มักจะหยิบยกกันมากล่าวถึง และผู้นำไทยในอดีตก็มักจะกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งประเด็นปัญหาและอุปสรรคสำหรับสังคมไทยนั้นมีการกล่าวถึงและวิเคราะห์กันหลายแง่มุม ทั้งเรื่องระบบราชการที่ล้าสมัย ระบบการศึกษา รวมถึงระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน และที่น่าแปลกก็คือแม้เวลาจะผ่านไปนาน ประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
หากจำกันได้ในช่วงหลายสิบปีก่อน มีการเปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มพัฒนาประเทศแบบตะวันตกในช่วงเวลาเดียวกัน ราวสมัยรัชกาลที่ 5 ในสมัยนั้นประเทศไทยมีทุกอย่างที่เรียกว่าความทันสมัยพร้อมๆกับญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ระบบสื่อสารและการศึกษาสมัยใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ญี่ปุ่นกลับมีระดับการพัฒนาไปไกล จนนักวิชาการหลายคนหันกลับมาดูเรื่องปัจจัยทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะนิสัยใจคอของคนไทยเองที่เป็นอุปสรรคสำคัญจนไม่สามารถพัฒนาประเทศได้
ดังนั้น การเปรียบเทียบระดับการพัฒนาประเทศไม่เพียงแค่ในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังต้องนำปัจจัยอื่นมาพิจารณาด้วย อย่างกรณีของสิงคโปร์ ที่มีการเมืองที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภาเต็มรูปแบบ หากคนไทยมีระบบการเมืองเช่นเดียวกัน เราก็เชื่อว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะยอมรับ ซึ่งอาจจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว การเมืองในสิงคโปร์เองก็ค่อนข้างมีปัญหา แต่เมื่อเรากล่าวถึงความเจิญก้าวหน้าของสิงคโปร์ เรามักจะหยิบยกประเด็นที่เราอยากจะมีกับเขาบ้าง โดยลืมว่าแต่ละสังคมวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันหลายด้าน
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้หยิบยกตัวอย่าง การพัฒนาของกองทัพว่าไม่อาจเทียบกับสิงคโปร์ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้นำไทยเองก็มีปัญหาเช่นเดียวกันในการชี้นำทิศทางประเทศ เพราะหากเทียบกับผู้นำที่มาจากภาคธุรกิจ อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ จากภาคการเมืองอย่างนายชวน หลีกภัย ก็จะมีมุมมองการเปรียบเทียบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทย แม้จะมีแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาหลายฉบับ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดในการพัฒนาประเทศ
เราเห็นว่ากรณีที่ผู้นำของไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัย มักจะเปรียบเทียบกับประเทศ ที่มีระดับการพัฒนามากกว่าเป็นแบบอย่าง อีกทั้งมักจะกล่าวเตือนคนไทย ว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ล้าหลังกว่าจะพัฒนาประเทศไล่ตามทัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เพราะในที่สุดแล้ว ผู้นำการเมืองของไทยก็ไม่สามารถผลักดันอะไรได้ อย่างดีที่สุดที่สามารถทำได้คือการบ่นให้ประชาชนได้รับรู้ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมา สังคมไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือเป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามจะปฏิรูป สังคมไทยไม่เคยขาดแผนพัฒนา แต่เราไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้









