ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นไปเพื่อการพาณิชย์
เป็นที่ทราบกันดีกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property - IP) ที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับองค์กรนวัตกรรม หรือบริษัทเทคโนโลยีก็คือ สิทธิบัตร (Patent) ดังนั้นบริษัทต่างๆ จึงพยายามวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีฐาน (Platform Technology) ของตัวเองให้ได้มากที่สุด โดยยื่นจดให้ครอบคลุมธุรกิจที่ตนเองกำลังจะมุ่งไป และป้องกันการละเมิดจากคู่แข่งไปด้วยในตัว
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีบริษัทใดในโลก ที่จะสามารถวิจัยและคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆได้เองทั้งหมด (ทุกด้าน) เพราะเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมดูแลให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ด้วย จึงมุ่งเน้นเทคโนโลยีฐานที่สำคัญเท่านั้น หากแต่ในการสร้างนวัตกรรมใดๆก็ตามให้มีความสมบูรณ์และแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์นั้น จำเป็นต้องมีสิทธิในเทคโนโลยีทุกอย่างที่จะประกอบเข้าด้วยกันเป็นผลิตภัณฑ์นั้นๆ
แน่นอนการซื้อสิทธิในเทคโนโลยีทั่วไป (non-Exclusive Licensing) เป็นวิธีการหนึ่ง ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่ถ้าต้องการได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Licensing) สำหรับเทคโนโลยีบางตัว ที่ไม่ต้องการให้คู่แข่งได้ไปด้วย ก็อาจจำเป็นต้องจ่ายแพงขึ้น
บางครั้งบริษัทใหญ่ๆ ก็เลือกใช้วิธีการซื้อเหมายกเข่ง เมื่อต้องการเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่บางอย่าง ซึ่งตนเองไม่มีฐานอยู่เลย หรือต้องการเพิ่มความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์เดิมแบบก้าวกระโดด การซื้อกิจการ (Take-over) บริษัทเทคโนโลยีเล็กๆ หรือหน่วยธุรกิจของบริษัทใหญ่ เป็นวิธีการที่พบได้บ่อยมากในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
จึงไม่แปลกใจที่มีบริษัทเกิดใหม่ (Start-up company) ที่เก่งเฉพาะเรื่อง จำนวนมาก เกิดขึ้นเพื่อรอให้บริษัทใหญ่มาซื้อกิจการ บริษัทเหล่านี้ไม่มีสินทรัพย์ทางกายภาพ (Tangible Asset) อะไร แต่เต็มไปด้วยสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) ที่อยู่ในรูปทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง
กรณีศึกษาในอดีต อาทิ การเข้าซื้อหน่วยธุรกิจโทรคมนาคมของโมโตโรลา (Motorola Mobility) เพื่อครอบครองสิทธิบัตรมากมาย ของบริษัท Google เพื่อกระโดดเข้าสู่ธุรกิจมือถืออย่างเต็มตัว หลังจากที่พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android จนฮิตติดตลาด
การเข้าซื้อกิจการ Nokia ของบริษัท Microsoft หลังจากที่ระบบปฏิบัติการ Windows Phone ต้องพยายามเข้าสู่ตลาดมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งล่าช้ากว่าคู่แข่ง จนต้องสูญเสียตลาดและความสามารถการแข่งขัน
และล่าสูด ข่าวการเข้าซื้อกิจการบริษัท Coherent Navigation ที่เชี่ยวชาญด้านระบบนำทาง GPS ของบริษัท Apple เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านแผนที่ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แก่ลูกค้า iPhone จากการใช้งาน Google Map
อย่างไรก็ตามผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาสร้างสรรค์ต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นไปเพื่อการพาณิชย์ (การค้า การแสวงหากำไร) เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้ช่วยแก้ปัญหาทางสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสได้อีกด้วย
ดังเช่นผลงานการประดิษฐ์คิดค้นจากทีมงานภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยมหิดล โดยนักวิจัยหัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.เซง เลิศมโนรัตน์ ที่มุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมเพื่อการบำบัด ฟื้นฟู และส่งเสริมสุขภาพของคนป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุ ร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาในสาขาอื่นๆ อาทิ แพทย์กายภาพบำบัด ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นักวิจัยด้านเกมเอนิเมชัน วิทยาลัยนานาชาติ นักวิจัยด้านคนพิการ วิทยาลัยราชสุดา เป็นต้น
ตัวอย่างผลงานที่ใช้ได้จริง และนำเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุ ได้รับการตั้งชื่อไว้อย่างมีเอกลักษณ์ในทุกๆผลงาน อาทิ
"จดจำ" คีย์บอร์ดไร้สายอักษรเบลล์ ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถสื่อสารผ่านโปรแกรมไลน์แชท หรือจดบันทึกต่างๆ โดยส่งผ่านคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน ด้วยขนาดเล็ก กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก (บางเบา เท่าโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน)
"เดินดี" อุปกรณ์ช่วยพยุงส้นเท้า สำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง และผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเดิน ที่ปลายเท้ามักจะตกในขณะก้าวเดิน จนเป็นผลให้เกิดการสะดุดล้ม หรือไม่สามารถเดินได้สะดวก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักต้องเข้าพบแพทย์เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
"ฝึกฝน" อีกหนึ่งผลงานที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ส่วนแขนทั่วประเทศ เนื่องจากอุปกรณ์กายภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง และมีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อีกทั้งผู้ป่วยต้องเดินทางมาทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล ทำให้การฟื้นฟูไม่ต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมนี้จะทำให้ผู้ป่วยสามารถพกพาอุปกรณ์ดังกล่าว ไปฝึกกล้ามเนื้อแขนได้เองที่บ้าน ผ่านเกมเอนิเมชั่นที่สนุกเพลิดเพลิน ที่สำคัญระบบดังกล่าวจะเก็บข้อมูลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยการรักษาได้ด้วย
"ส่องแสง" อุปกรณ์สำหรับคนหูหนวก ที่ไม่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจสิ่งต่างๆได้ผ่านเสียง แต่สามารถมองเห็นด้วยสายตา และรับรู้จากการสัมผัส โดยเชื่อมต่อกับระบบไฟในอาคาร บ้านเรือน หรือห้องพัก เพื่อส่งสัญญาณเตือน หรือแจ้งข่าวสำคัญไปยังคนหูหนวก
ซึ่งผลงานทั้ง 4 ตัวนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี และองค์กรภาคธุรกิจมากมาย ที่หันมาทำ CSR ในลักษณะให้ทุนสนับสนุนการผลิตเพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วย และคนพิการทั่วประเทศ นี่อาจจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการส่งเสริมนวัตกรรมฝีมือคนไทยเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม









