วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ปฏิรูป” อย่าให้สุดโต่ง

ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 ผู้ซึ่งถูกจับตามองจากบางฝ่ายมากที่สุด ว่าต้องการสืบทอดอำนาจ ยังออกมาตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าจะยึดตาม“โรดแม็พ” ที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรก และตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

รวมทั้งพูดเอาไว้ชัดเจนว่า การปฏิรูปประเทศ ไม่สามารถทำได้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้ จึงจะเป็นการวางรากฐานเอาไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไป ได้ทำต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “เบี้ยว” จึงมีการเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรบังคับด้วย

นั่นแสดงให้เห็นว่า“คสช.”เอง ก็ตระหนักดีว่า การปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องระยะยาว เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะสามารถทำได้สำเร็จ ที่สำคัญจะต้องปฏิรูปบนความสมานฉันท์เห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ มิใช่บนความขัดแย้งแตกแยก จึงจะเป็นการเดินหน้าประเทศไปสู่รากฐานที่มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง

แต่ทว่า กระแสข่าวที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้กลับสร้างความ“สับสน”ให้กับประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ยังเดินตามโรดแม็พ “คสช.” อยู่หรือไม่ นั่นคือ การจุดประเด็น“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แบบ“สุดโต่ง”

ที่ดูเหมือน “สุดโต่ง” เพราะเรื่องนี้เคยเป็นวาระของบางฝ่ายมาก่อน และฝ่ายนี้ก็พยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะผลักดันให้ได้

ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวปลุกกระแสโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ“คว่ำ”ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยืดอายุรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ด้วยข้ออ้าง“ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง”

อีกประเด็น คือ ข้อเสนอต่ออายุรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อีก2ปี เพื่อปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก่อนเลือกตั้งเช่นกัน โดยมีไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นหัวหอกเคลื่อนไหว

โดยเสนอถามคำถาม “ประชามติ” ที่จะเสนอไปพร้อมๆ กับการรับร่างรัฐธรรมนูญว่าจะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเวลา2ปีหรือไม่

ทั้งสองประเด็น กลายมาเป็นกระแสร้อนแรงขึ้น หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาสนับสนุนการปฏิรูปให้สำเร็จโดยไม่ต้องมีเงื่อนเวลา ก่อนการเลือกตั้ง

เป็นที่สังเกตว่า กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ต่ออายุรัฐบาล ไม่ว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ต่ออายุ2ปี และหรือ ไม่จำกัดเงื่อนเวลา(กรณีสุเทพ) ส่วนใหญ่แล้วมีความใกล้ชิด“กปปส.”นั่นเอง

ขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ต่างออกมาสนุบสนุนให้“คสช.”และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เดินตามโรดแม็พ เพื่อจัดเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นของต่างประเทศและนักลงทุน ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจตามมา หากยังไม่เป็นประชาธิปไตย

แน่นอน คนที่จะเลือกในท้ายที่สุด ก็คือ“คสช.”ว่าจะยังคงยืนยันที่จะเดินตามโรดแม็พ หรือ ขานรับข้อเสนอต่ออายุตัวเอง

และแน่นอนเช่นกัน ข้อครหาที่ว่า“คสช.”อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการให้ต่ออายุรัฐบาล ก็ย่อมหลีกไม่พ้น

ที่สำคัญ หากมีการทำตามข้อเสนอต่ออายุรัฐบาล ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่า การปฏิรูปที่ว่า“สำเร็จ” นั้น ใครตัดสิน และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างไร ทุกฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่

สิ่งที่พูดได้ว่า“สำเร็จ”ก็เพียงเสร็จสมอารมณ์หมาย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร) ของผู้เสนอ ตอบสนองความต้องการ“สุดโต่ง”เท่านั้น

เพราะการปฏิรูปเบื้องต้นที่ควรจะเป็น ก็คือ ทำอย่างไรการกลับสู่ระบบประชาธิปไตย จะมีจุดเริ่มบนรากฐานที่มีทิศทางที่ชัดเจน ป้องกันปัญหาในอดีตจะเกิดขึ้นซ้ำรอย อย่างปัญหาขัดแย้งทางการเมืองแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าประเทศ และพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นต้นว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ส่วนการปฏิรูปด้านอื่น อาจทำเท่าที่ทำได้มากที่สุด แล้วไปว่ากันต่อตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จะปฏิรูปให้ละเอียดยิบทุกเรื่อง นานแค่ไหน ก็ไม่น่ามีปัญหาความชอบธรรม

อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเรายังคิดว่า ปฏิรูปเพื่อประเทศไทย มิใช่เพื่อคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง