ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ผู้ซึ่งถูกจับตามองจากบางฝ่ายมากที่สุด ว่าต้องการสืบทอดอำนาจ ยังออกมาตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าจะยึดตาม“โรดแม็พ” ที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรก และตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
รวมทั้งพูดเอาไว้ชัดเจนว่า การปฏิรูปประเทศ ไม่สามารถทำได้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้ จึงจะเป็นการวางรากฐานเอาไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไป ได้ทำต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “เบี้ยว” จึงมีการเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรบังคับด้วย
นั่นแสดงให้เห็นว่า“คสช.”เอง ก็ตระหนักดีว่า การปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องระยะยาว เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะสามารถทำได้สำเร็จ ที่สำคัญจะต้องปฏิรูปบนความสมานฉันท์เห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ มิใช่บนความขัดแย้งแตกแยก จึงจะเป็นการเดินหน้าประเทศไปสู่รากฐานที่มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง
แต่ทว่า กระแสข่าวที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้กลับสร้างความ“สับสน”ให้กับประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ยังเดินตามโรดแม็พ “คสช.” อยู่หรือไม่ นั่นคือ การจุดประเด็น“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แบบ“สุดโต่ง”
ที่ดูเหมือน “สุดโต่ง” เพราะเรื่องนี้เคยเป็นวาระของบางฝ่ายมาก่อน และฝ่ายนี้ก็พยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะผลักดันให้ได้
ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวปลุกกระแสโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ“คว่ำ”ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยืดอายุรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ด้วยข้ออ้าง“ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง”
อีกประเด็น คือ ข้อเสนอต่ออายุรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อีก2ปี เพื่อปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก่อนเลือกตั้งเช่นกัน โดยมีไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นหัวหอกเคลื่อนไหว
โดยเสนอถามคำถาม “ประชามติ” ที่จะเสนอไปพร้อมๆ กับการรับร่างรัฐธรรมนูญว่าจะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเวลา2ปีหรือไม่
ทั้งสองประเด็น กลายมาเป็นกระแสร้อนแรงขึ้น หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาสนับสนุนการปฏิรูปให้สำเร็จโดยไม่ต้องมีเงื่อนเวลา ก่อนการเลือกตั้ง
เป็นที่สังเกตว่า กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ต่ออายุรัฐบาล ไม่ว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ต่ออายุ2ปี และหรือ ไม่จำกัดเงื่อนเวลา(กรณีสุเทพ) ส่วนใหญ่แล้วมีความใกล้ชิด“กปปส.”นั่นเอง
ขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ต่างออกมาสนุบสนุนให้“คสช.”และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เดินตามโรดแม็พ เพื่อจัดเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นของต่างประเทศและนักลงทุน ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจตามมา หากยังไม่เป็นประชาธิปไตย
แน่นอน คนที่จะเลือกในท้ายที่สุด ก็คือ“คสช.”ว่าจะยังคงยืนยันที่จะเดินตามโรดแม็พ หรือ ขานรับข้อเสนอต่ออายุตัวเอง
และแน่นอนเช่นกัน ข้อครหาที่ว่า“คสช.”อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการให้ต่ออายุรัฐบาล ก็ย่อมหลีกไม่พ้น
ที่สำคัญ หากมีการทำตามข้อเสนอต่ออายุรัฐบาล ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่า การปฏิรูปที่ว่า“สำเร็จ” นั้น ใครตัดสิน และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างไร ทุกฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่
สิ่งที่พูดได้ว่า“สำเร็จ”ก็เพียงเสร็จสมอารมณ์หมาย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร) ของผู้เสนอ ตอบสนองความต้องการ“สุดโต่ง”เท่านั้น
เพราะการปฏิรูปเบื้องต้นที่ควรจะเป็น ก็คือ ทำอย่างไรการกลับสู่ระบบประชาธิปไตย จะมีจุดเริ่มบนรากฐานที่มีทิศทางที่ชัดเจน ป้องกันปัญหาในอดีตจะเกิดขึ้นซ้ำรอย อย่างปัญหาขัดแย้งทางการเมืองแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าประเทศ และพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นต้นว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ส่วนการปฏิรูปด้านอื่น อาจทำเท่าที่ทำได้มากที่สุด แล้วไปว่ากันต่อตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จะปฏิรูปให้ละเอียดยิบทุกเรื่อง นานแค่ไหน ก็ไม่น่ามีปัญหาความชอบธรรม
อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเรายังคิดว่า ปฏิรูปเพื่อประเทศไทย มิใช่เพื่อคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง









