วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีก “3 ปี” จะกลับมา

ผ่านไปครึ่งปี ตลาดรถยนต์ไทยมียอดขาย 369,109 คัน ลดลง 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว

 ทำใหัโตโยต้า ซึ่งเป็นตัวกลางรวบรวมตัวเลขแลกเปลี่ยนระหว่างค่ายรถต่างๆ เพื่อเผยแพร่ ประเมินสถานการณ์กันใหม่ โดยเชื่อว่าจะทำได้เต็มที่ไม่เกิน 800,000 คัน เท่านั้น 

เป็นตัวเลข 800,000 คัน ที่นายใหญ่โตโยต้า อย่างเคียวอิจิ ทานาดะ อธิบายแบบที่ตีความได้ว่า เต็มกลืน หมายถึงมีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่จะทำได้ไม่ถึงตัวเลขดังกล่าว หากว่าสถานการณ์โดยรวมที่เกี่ยวข้องยังไม่ดีขึ้น ทั้งเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน หรือว่าความเข้มงวดของสถาบันการเงิน

การประเมินสถานการณ์ก็คล้ายคลึงกับค่ายรถอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอีซูซุ มิตซูบิชิ ซูซูกิ ฯลฯ ที่มองไปที่ตัวเลขเดียวกัน จะมีที่มองบวกหน่อยก็คือ มาสด้า ที่เชื่อว่าน่าจะทำได้ 850,000 คัน 

ตลาดที่ซบเซาทุกวันนี้ โตโยต้ามองว่าอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี ทีเดียวกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่ฟังแล้วก็ไม่ต้องตกอกตกใจกันไป เพราะว่าตัวเลขระดับ 800,000 คัน จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ยกเว้นใครที่เสพติดตัวเลขหลักล้าน ที่เกิดจากการทำให้ตลาดบิดเบี้ยวของโครงการรถคันแรก

มีอย่างที่ไหน เดือนสุดท้ายของโครงการตลาดรถยนต์บ้านเรามียอดจองในเดือนเดียวกว่า 400,000 คัน

อย่างไรก็ตามหากมองถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังเอาตัวรอดได้ เพราะภาคการผลิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ และผู้ประกอบการก็ยังมั่นใจว่าปีนี้จะผลิตได้มากกว่าปีที่แล้วคือ 2,000,000 คัน 

แน่นอนตัวเลขดังกล่าวมาจากการส่งออก ที่ยังคงฝ่าฟันวิกฤติส่งออกโดยรวมของประเทศที่หดตัว ด้วยการสร้างยอดเติบโตได้ประมาณ 3% หลังจากที่ค่ายรถต่างๆ เบนเข็มไปส่งออกกันมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 60% จากเดิมที่มีสัดส่วนเท่าๆ กับตลาดในประเทศ 

จะมองว่าเป็นจังหวะดีก็ได้ เพราะลูกค้าหลายๆ ประเทศมีสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย หรือว่ายุโรป ขณะที่ตลาดใหญ่อีกแห่ง คือตะวันออกกลาง แม้จะมีปัญหาสู้รบ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลกระทบกับกำลังซื้อสักเท่าไร 

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมองว่าเป็นความพยายามของค่ายรถ และการให้ความสำคัญของบริษัทแม่ ที่ต้องการรักษาศักยภาพฐานการผลิตแห่งนี้เอาไว้ จึงจัดการเกลี่ยตลาด และแน่นอนว่าส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ยังคงมีคำสั่งซื้อ

ที่ดูจะว่าจะกระทบหนักบ้าง ก็คือ กลุ่มผู้ผลิตหรือจำหน่ายอะไหล่ทดแทน เนื่องจากผู้บริโภคช่วงนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ก่อน ชิ้นส่วนตัวไหนเริ่มงอแง แต่ยังพอใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน ยังไม่เปลี่ยน 

อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ อีโค คาร์ ที่ในบ้านเรา ยอดขายตกรูด 23% ตกมากกว่าตลาดรวม เนื่องจากเป็นกลุ่มรถที่เข้าไปเกี่ยวพันกับโครงการรถคันแรกโดยตรง กำลังซื้อล่วงหน้าถูกดึงไปใช้เยอะแล้ว ทำให้เกิดข่าวว่าค่ายรถบางค่ายขอให้รัฐยืดเงื่อนไขเวลา ที่ระบุว่าต้องผลิตให้ได้ 100,000 คัน ภายในปีที่ 5 ออกไป เพราะดูท่าทางแล้วจะทำได้ยาก 

แต่เมื่อมองไปที่ตลาดต่างประเทศพบว่าอีโค คาร์ มียอดส่งออกกว่า 127,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 89% เลยทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นปรับตัวได้เก่ง และอยู่รอดปลอดภัยมาได้ในหลายวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอเกอร์ น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งแต่ละครั้งก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

แต่ครั้งนี้เสียท่าให้กับนโยบายบางอย่างของภาครัฐ ที่บิดเบือนตลาดที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังเรื่องอื่นๆ เมื่อรวมกับปัญหาอื่นๆ ทำให้ตลาดถดถอยมาแล้ว 2 ปี และทำท่าว่าจะซึมต่ออีกสัก 2-3 ปี