ในยุคปัจจุบันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเห็นว่า “รถยนต์” ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวัน
เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่สร้างความสะดวกสบายในการเดินทาง และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ รถยนต์ยังเปรียบเสมือนเครื่องแสดงฐานะของผู้เป็นเจ้าของ เช่น รถยนต์ที่มีราคาแพง หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หรือมีเครื่องอุปกรณ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เป็นต้น ประกอบกับการผลิตรถยนต์ที่มีรูปลักษณ์และคุณประโยชน์ให้มีความแตกต่างกัน เช่น รถยนต์กระบะ รถยนต์นั่ง หรือรถยนต์บรรทุก เป็นต้น ต่างมีส่วนสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตนเองมากยิ่งขึ้น
นอกจากปัจจัยเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ราคา หรือความจำเป็นของการใช้รถยนต์แต่ละประเภท จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ของประชาชนแล้ว ประเด็นเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การใช้รถยนต์เป็นสาเหตุที่สำคัญของมลภาวะในด้านต่างๆ เช่น เสียงดัง ควันดำ ฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น เป็นต้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เหตุผลด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นที่มาของแนวคิดในการให้เจ้าของหรือผู้ใช้รถยนต์เข้ามาร่วมรับผิดชอบ หรือร่วมรับภาระในการแก้ไขปัญหามลภาวะจากรถยนต์ดังกล่าว
วิธีการของรัฐข้อหนึ่งที่จะทำให้เจ้าของหรือผู้ใช้รถยนต์ เข้ามาร่วมรับผิดชอบหรือร่วมรับภาระในการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมคือ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์จากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ส่งผลทำให้ต้องมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์แต่ละประเภท ตามอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่สิ่งแวดล้อม โดยเป็นการจัดเก็บภาษีแทนที่ระบบเดิมที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามความจุกระบอกสูบหรือกำลังแรงม้า ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์แนวใหม่นี้ ถือเป็นวิธีการจัดเก็บภาษีที่มีความเป็นสากล และในปัจจุบันมีการบังคับใช้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับในประเทศไทย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ประกอบกับพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) โดยในวันที่ 1 มกราคม 2559 ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จากปริมาณการปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ จะต้องเป็นผู้รับภาระภาษีตามหลักเกณฑ์ใหม่นี้
ตัวอย่างเช่น กรณีรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick - up Passenger Vehicle : PPV) หรือรถปิกอัพดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ หรืออีซูซุ รุ่นมิวเอ็กซ์ เป็นต้น กรณีที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 3,250 ซีซี.ซึ่งตามหลักเกณฑ์ฉบับเดิมจะเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 แต่ตามหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ จะเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25 สำหรับรถที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร และในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 30 สำหรับรถที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถปิกอัพดัดแปลงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกิน 3,250 ซีซี.จะเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50
จากหลักเกณฑ์การเสียภาษีในตัวอย่างข้างต้น ส่งผลกระทบต่อรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุกในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรถยนต์ในกลุ่มนี้ จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งอัตราภาษีจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากผู้ผลิตรถยนต์รายใดไม่สามารถผลิตรถยนต์ให้มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การปล่อยมลภาวะแล้ว รถยนต์รุ่นดังกล่าวอาจต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่ารถยนต์ของผู้ผลิตที่เป็นคู่แข่งทางการตลาด ซึ่งสามารถผลิตรถยนต์ให้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การปล่อยมลภาวะได้ และการเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า ย่อมทำให้รถยนต์มีราคาที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ปัจจัยด้านราคาถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี นอกจากผู้ผลิตรถยนต์และประชาชนที่เป็นผู้บริโภค จะได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามหลักเกณฑ์ใหม่แล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีหน้าที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการวัดค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ประเภทต่างๆ ให้มีมาตรฐานสากลและทุกฝ่ายยอมรับได้ รวมถึงการบริหารงานทางภาษี ที่มีความเป็นธรรมและตรวจสอบได้ ตลอดจนควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบว่า รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานของรัฐจะนำเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
ผู้เขียนเห็นว่า ควรนำเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ไปใช้ประโยชน์ในด้านที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เพื่อสนับสนุนมาตรการป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการฟื้นฟูเยียวยาสภาพสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มีเป้าหมายประการหนึ่งเพื่อการแก้ไขปัญหามลภาวะ ดังนั้นจึงควรนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวด้วย
ในท้ายที่สุด แม้ว่าผู้บริโภคหรือผู้ซื้อรถยนต์จะได้ครอบครองและใช้รถยนต์สมดังเจตนา แต่ก็ควรตระหนักว่า การบริโภคหรือการใช้รถยนต์ของตนเอง จะต้องสร้างผลกระทบในด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีอันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคน
------------------------
ดร.กฤษรัตน์ ศรีสว่าง
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์









