วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นับแต่นี้เราจะไปทางไหนกัน

นับแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน สถานการณ์ดูเหมือนจะสงบเรียบร้อย

เพราะไม่มีม็อบมาปิดกั้นถนนเหมือนช่วงก่อนหน้าการรัฐประหาร แต่ยิ่งนานวันปัญหาต่างๆ ต่างรุมเร้าเข้ามาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โรดแมพที่ว่าไว้ก็ดูเหมือนจะไม่แน่นอนเสียแล้ว เพราะอย่างน้อยก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อยืดอายุของคณะกรรมาธิการร่างฯออกไป และเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติหากสภาปฏิรูปฯผ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีการดัดหลังสภาปฏิรูปฯ หรือ สปช.ที่มักออกมาสวนทางกับนโยบายของ คสช.และรัฐบาลอยู่เสมอ ด้วยการยุบ สปช.เสียภายหลังที่มีการลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯ ล่าสุดแกนนำ กปปส.ก็ออกมาแถลงว่า ให้ปฏิรูปก่อนแล้วจึงค่อยเลือกตั้ง จนทำให้เสมือนหนึ่งว่าสถานการณ์การเมืองกลับไปสู่ยุคก่อนการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า “นับแต่นี้เราจะไปทางไหนกัน”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้

1) ปัจจัยภายนอก คือ แรงกดดันจากการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแซงก์ชั่นจากสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลมาจากการที่เรายังอยู่ในระดับเทียร์ 3 ของการจัดอันดับการค้ามนุษย์ติดกันเป็นปีที่ 2 ไม่ว่าจะเป็น การที่อาจจะได้รับใบแดงจาก IUU ในเรื่องของการประมงที่จะครบหกเดือนในอีกไม่นานนี้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์ของเรา ที่จะส่งไปขายในประเทศ เหล่านี้กลายเป็นสินค้าน่ารังเกียจ นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาการบินของ ICAO ที่เราจะต้องเผชิญ จนต้องมีการสำรองสนามบินอู่ตะเภาไว้ในกรณีที่ไม่ผ่านมาตรฐานฯ

แรงกดดันนี้นอกจากจะมาจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเองแล้ว เรายังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมหามิตรจีนที่เราหวังจะพึ่งพิง แต่กลับกลายมาเป็นแรงบีบเสียเอง ซึ่งก็คือกรณีอุยกูร์ที่เราส่งกลับไปจนถูกด่าไปทั่วโลก และยังถูกบีบให้ส่งที่เหลือกลับไปอีก ดังจะเห็นจากการเยือนไทยของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนระดับสูง ที่มีหน้าที่นี้โดยตรง ซึ่งทำให้เรากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ครั้นจะหวังให้มาลงทุนรถไฟความเร็วสูง ก็เป็นได้แต่เพียงการให้เงินกู้เท่านั้น มิหนำซ้ำอาจจะต้องซื้อเรือดำน้ำเป็นการตอบแทนเสียอีก นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังต้องทำให้ถูกระแวงจากสหรัฐอเมริกาโดยใช่เหตุ

ในด้านความสัมพันธ์ หรือแรงกดดันจากสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนนั้น ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน มิหนำซ้ำการคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ ก็ยังขัดต่อหลักการปารีสเสียอีก ทั้งๆ ที่ถูกเตือนมาแล้วว่า จะถูกลดระดับจาก A ไป B เป็นการถาวรหลังจากที่ให้เวลาทบทวนมา 1 ปี แต่ก็ยังขืนทำ ซึ่งผลจากการลดระดับนี้จะทำให้สถานะของเรากลายเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่สามารถเสนอประเด็นใดๆ ต่อที่ประชุมในระดับนานาชาติได้

2) ปัจจัยภายใน คือ ความไม่แน่นอนของอนาคตร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่หมายถึงกลับคืนสู่โหมดการเลือกตั้ง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ นับแต่การลงมติของ สปช.ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะจะทำให้            โรดแมพยืดขยายออกไป มีการออกข่าวของสมาชิก สปช.กันไม่เว้นแต่ละวัน ว่าจะรับหรือไม่รับบ้าง มีการออกข่าวว่า จะปฏิรูปก่อนแล้วจึงค่อยเลือกตั้งบ้าง ฯลฯ ซึ่งหากไม่ผ่าน สปช.ก็ต้องกลับไปร่างใหม่ให้เสร็จภายใน 180 วัน แล้วจึงลงประชามติ

แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฯผ่าน สปช.ไปแล้ว ยังต้องไปลุ้นผลของการลงประชามติอีกว่า จะผ่านหรือไม่ผ่าน หากไม่ผ่านก็ต้องกลับไปยกร่างใหม่อีก เช่นเดียวกับกรณีที่ไม่ผ่าน สปช. ฝ่ายกองเชียร์ก็เชียร์ลำบาก เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญฯจะรับก็ขัดต่อความรู้สึก ครั้นจะไม่รับ คสช.ก็จะอยู่ต่ออีก ส่วนฝ่ายที่ชอบร่างรัฐธรรมนูญฯ เพราะตรงกับความต้องการของตนเอง ที่สามารถปิดกั้นกลุ่มอำนาจเก่าได้ แต่หากปล่อยให้รัฐธรรมนูญผ่านไป สิ่งที่ตนเองต่อสู้มาก็ยังเหลืออีกมาก เกรงว่าจะเป็นการเสียของไปเสียเปล่าๆ จึงต้องพยายามรณรงค์ให้มีการปฏิรูปก่อนจึงค่อยมีการเลือกตั้ง ภาวการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการค้าการขายหรือการลงทุนเลย

ความไม่แน่นอนของทิศทางทางการเมืองนี้ ย่อมนำมาซึ่งความอึดอัดขัดข้องจนต้องมีการแสดงออกมาอย่างไม่กลัวเกรงต่ออำนาจเด็ดขาดของมาตรา 44 จนเกิดปรากฏการณ์ดาวดินขึ้นมา จนศาลทหารต้องสั่งปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีการประกันตัว และหากมีการยืดโรดแมพออกไปเนิ่นนานปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้ย่อมจะเกิดขึ้นได้อีก

นอกจากความไม่แน่นอนทางการเมืองแล้ว ก็ยังมีความไม่แน่นอนทางกฎหมาย ซึ่งศัพท์ทางนิติศาสตร์เรียกว่า ความไม่มั่นคงทางกฎหมายนั่นเอง เพราะมีการใช้มาตรา 44 กันอย่างพร่ำเพรื่อและมากมาย แม้แต่ในยุคจอมพลสฤษดิ์ยังมีการใช้มาตรา 17 ไม่กี่ครั้งเอง ซึ่งการใช้มาตรา 44 กันอย่างพร่ำเพรื่อนี้ ได้ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายลดลง เพราะเกิดสภาวะที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “ผลประหลาด(absurd)” นั่นเอง

แต่ที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นชี้ตายว่า “นับแต่นี้เราจะไปทางไหนกัน” ก็คือปัญหาเศรษฐกิจนั่นเอง เราคงคุ้นเคยกับคำว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ฉันใด การเมืองที่มีทหารนำ ย่อมขึ้นอยู่กับกึ๋นและฝีมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดปัญหา “ต้มยำกุ้ง” ในปี 40 เป็นต้นมา ฉันนั้น หากแก้ไม่ดีแม้จะมีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือก็เอาไม่อยู่ เพราะผู้ที่กุมอำนาจทางการเมืองของไทยที่แท้จริงคือพ่อค้าวาณิชทั้งหลาย หากไม่เอาด้วยก็อยู่ไม่ได้แน่นอน

ที่กล่าวมาทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นไปแต่ในทางร้ายๆ เสียทั้งนั้น แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส โอกาสที่ว่านี้นี้ก็คือ โอกาสในการที่จะเกิดการรัฐประหารในอนาคต ย่อมน้อยลงหรือไม่มีเลย เพราะจากการรัฐประหารในครั้งนี้ ที่พยายามปิดจุดอ่อนของการรัฐประหารที่ผ่านมา ที่ถูกมองว่าเสียของ แล้วใช้อำนาจเต็มทุกอย่างแล้วยังไม่ได้ผล จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญว่า การแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยการรัฐประหารนั้นใช้ไม่ได้นั่นเอง