วันอังคารที่แล้วผมได้ไปร่วมงานสมาคมเคมบริดจ์ประเทศไทย ที่จัดปาฐกถาพิเศษเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ อมาตยา เซน (The Amartya Sen Lecture Series)
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การบรรยายพิเศษจัดขึ้นในเอเชีย และองค์ปาฐกคราวนี้ก็เป็นชาวเอเชีย คือ ดร.ฮารุฮิโกะ คูโรดะ (Haruhiko Kuroda) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคนปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “How to Sustain Economic Growth in Asia?” หรือ "จะทำให้เศรษฐกิจเอเชียเติบโตต่อเนื่องได้อย่างไร?" การจัดงานประสบความสำเร็จมาก มีผู้เข้าร่วมกว่าห้าร้อยคน และเนื้อหาสาระก็น่าสนใจ ทั้งจากองค์ปาฐกและจาก ศาสตราจารย์ อมาตยา เซน ที่ได้ร่วมตอบคำถามด้วยตนเอง
ศาสตราจารย์ อมาตยา เซน และผู้ว่าการฯคูโรดะ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของเอเชีย เป็นนักวิชาการที่มีแนวคิดสนับสนุนการใช้กลไกตลาด เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและลดความยากจน โดยเน้นการสร้าง “ความสามารถในการเติบโต” ให้กับเศรษฐกิจและคนในประเทศ สำหรับผู้ว่าการฯคูโรดะ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์มาก ในการใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ขับเคลื่อนการทำนโยบายในเชิงปฏิบัติ ทำให้งานคืนนั้นมีสาระที่ผสมผสาน ทั้งจากนักคิดด้านวิชาการและนักปฏิบัติ วันนี้ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องนี้
ในทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการเติบโตหมายถึงการเพิ่มรายได้ และยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้สูงขึ้น ดังนั้น ถ้าจะให้คนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จำเป็นที่เศรษฐกิจต้องมีการเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเติบโตก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีอากร เพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ที่จะยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ที่สำคัญการเติบโตของเศรษฐกิจ คือที่มาของความมั่งคั่งของภาคเอกชน นำไปสู่การเก็บออมและการลงทุน ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจและรายได้สามารถขยายตัวได้มากขึ้นในอนาคต ตรงกันข้ามเศรษฐกิจที่ไม่เติบโต ไม่ขยายตัว การลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น ผลก็คือเศรษฐกิจจะมีข้อจำกัดไม่สามารถขยายตัวหรือเติบโตได้ต่อเนื่อง
ประเด็นความต่อเนื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เศรษฐกิจทุกประเทศ เมื่อเริ่มมีการพัฒนาจะขยายตัวได้ดี เพราะสามารถนำปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน แรงงาน และเงินทุนมาใช้ประโยชน์ก่อให้เกิดการผลิตสินค้า และสร้างรายได้ นำไปสู่กระบวนการสะสมทุนที่ขยายความสามารถในการผลิต และการสร้างรายได้ในระดับที่สูงขึ้น ประเทศในเอเชียทุกประเทศ ล้วนได้ผ่านกระบวนการนี้มาทั้งสิ้น โดยเศรษฐกิจเอเชียขยายตัวได้ต่อเนื่อง เฉลี่ยอัตราร้อยละ 3.9 ต่อปีตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา
แต่ทุกประเทศหลังเศรษฐกิจเติบโตได้ดี ถึงจุดหนึ่งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะเริ่มชะลอ คือขยายตัวในอัตราที่ลดลง ในแง่นโยบาย โจทย์ก็คือทำอย่างไรให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสามารถยืนอยู่ในอัตราที่ดีได้ต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจชะลอจนเข้าสู่ช่วงของการถดถอย (Secular stagnation) ซึ่งกรณีที่แย่ที่สุด อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลงจนต่ำกว่าอัตราการเพิ่มสุทธิของประชากร ทำให้รายได้ต่อหัวของคนในประเทศลดลง ซึ่งหมายถึงประเทศกำลังเดินถอยหลังในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจ
ในประเด็นนี้ ผู้ว่าการฯคูโรดะได้พูดถึงสามกับดักที่ประเทศในเอเชียต้องระวัง และต้องพยายามหลีกเลี่ยงเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง
กับดักแรก ก็คือ กับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle-income Trap ที่ประเทศที่เติบโตได้ดีจนเป็นประเทศรายได้ปานกลาง อาจตกอยู่ในกับดักนี้ ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงได้ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวได้เพิ่มขึ้น เข้าสู่ระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ จีน ไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียน ยังต้องพยายามหลีกเลี่ยงกับดักนี้
ในทางเศรษฐศาสตร์ กับดักนี้สะท้อนกฎผลตอบแทนที่ลดลง (Law of diminishing returns) ที่นักเศรษฐศาสตร์รู้จักดี ที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง จากที่การเพิ่มปัจจัยการผลิตถึงจุดหนึ่งจะกระทบผลิตภาพการผลิต กรณีกับดักรายได้ปานกลางก็เช่นกัน ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจที่มาจากการใช้ประโยชน์ของแรงงานท้องถิ่น และเทคโนโลยีจากต่างประเทศเริ่มหมดลง ทำให้ประเทศต้องเพิ่มระดับของเทคโนโลยีด้านการผลิต และผลิตภาพของแรงงาน เพื่อสร้างความสามารถในการผลิตของประเทศให้สูงขึ้น
กับดักที่สอง คือ ด้านประชากร ที่ถึงจุดหนึ่งประเทศรายได้สูงหรือรายได้ปานกลาง มักประสบปัญหานี้ คือ ประชากรวัยทำงานจะมีสัดส่วนลดลง ทำให้รายได้ที่เกิดจากการทำงานของประชากรวัยทำงานส่วนหนึ่ง ต้องถูกนำไปใช้ (ผ่านมาตรการด้านภาษี) เลี้ยงดูผู้ที่ไม่อยู่ในวัยทำงานที่มีมากขึ้น ทำให้รายได้ของประเทศที่จะมีเหลือเพื่อการลงทุนมีน้อยลง สร้างข้อจำกัดให้กับการขยายความสามารถในการผลิตของประเทศ
กับดักที่สาม ก็คือ กับดักความไม่เพียงพอของทรัพยากร ที่จะมาสนับสนุนให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง ทรัพยากรในที่นี้รวมถึง น้ำมัน สิ่งแวดล้อม น้ำ และคุณภาพของอากาศ เป็นต้น ในประเด็นนี้ จีนคงเป็นตัวอย่างที่ดี ที่การเติบโตที่รวดเร็วในอดีต สามารถนำมาสู่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่กลับมากระทบความสามารถในการผลิตของประเทศ
ดังนั้น ถ้าจะให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง กับดักทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศสะดุด หรือการขยายตัวลดลงต่ำต่อเนื่อง กรณีของไทยเราก็กำลังเจอปัญหานี้ ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจช่วงสิบปีที่ผ่านมา เฉลี่ยต่ำกว่าในอดีตมาก และถ้าวันนี้เรายังไม่มีการเตรียมตัวให้ประเทศดีพอ เราก็จะเจอปัญหากับดักที่สองแน่นอน เพราะโครงสร้างประชากรของไทยในอนาคต จะมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่น้อยลง เป็นประเทศที่จะมีผู้สูงอายุมาก และถ้าผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่มีการเก็บออมเตรียมไว้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะเป็นภาระทางการเงินมาก ต่อกำลังแรงงานรุ่นต่อไปที่ต้องเลี้ยงดูประชากรสูงวัยเหล่านี้ นี่ยังไม่รวมความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในประเทศที่คงมีมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการผลิตของประเทศยิ่งจะลดลง
ในเรื่องนี้ ผู้ว่าการฯคุโรดะได้เสนอทางออกว่า ต้องเพิ่มผลิตภาพทางการผลิตของประเทศ หรือ Total Factor Productivity เพื่อให้ปัจจัยการผลิตของประเทศที่มีอยู่ สามารถสร้างผลผลิตหรือรายได้ให้กับเศรษฐกิจได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแง่นโยบาย หมายถึง การพัฒนาทุนมนุษย์ หรือคุณภาพของบุคลากรในประเทศ ด้วยการลงทุนด้านการศึกษา เพื่อให้ความรู้และความสามารถของคนรุ่นต่อไป ที่จะเป็นกำลังแรงงานของประเทศมีคุณภาพมากขึ้น นำไปสู่ความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น ที่จะหักล้างปัจจัยลบที่มาจากอิทธิพลของกับดักต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจก็ต้องมุ่งสร้างภาวะแวดล้อม ในการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อกลไกตลาด และการแข่งขัน และต้องทำให้ประเทศมีระบบการเงินที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพและเปิดกว้างในด้านโอกาสให้กับคนในประเทศ ทั้งหมดนี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มความสามารถในการเติบโตให้กับประเทศ นำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง
ข้อคิดเหล่านี้ จึงตรงประเด็นและเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ลดลงต่ำชัดเจน และต้องพยายามหลุดออกจากหรือหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้









