ในที่สุด ภาคประชาชนที่ต่อสู้กับ “ทุนนิยมสามานย์” อย่างเป็นเอาตาย ก็เริ่มเข้าใจในถ้อยวลีที่ว่า ยุคสมัยแห่ง “ทุนนิยมถือปืน”
ประชาชนก็ยังคงต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยากลำบาก เช่นเดียวกับในยุคทุนสามานย์
จะต่างกันก็ตรงที่ยุคนี้มีคนคอยถือปืนยืนจี้หัว และ “ผู้ถือปืน” ไม่ต้องระมัดระวังรับฟังเสียงประชาชนมากเท่าระบอบทุนสามานย์
“ไปดูกลางคืนเขากินตรงไหนหรือเปล่าผมไม่รู้ เดี๋ยวผมจะให้คนไปเฝ้าดู กินอดจริงๆนะ แล้วผมจะไปดูแลให้ โรงบงโรงบาลดูแลให้ ที่ผ่านมา ในอดีตผมเห็นเจาะรูพื้นข้างล่างทั้งนั้นแหละ แต่ผมไม่ได้ดูถูกเขานะ เขาอาจจะอดจริงก็ได้ แต่คนเราอดน้ำอดข้าว อดน้ำสามวันตายแล้ว”
คำพูดข้างต้นนี้ ถ้าผู้นำรัฐบาลเป็น “นักเลือกตั้ง” คงถูกก่นด่าแหลกลาญไปแล้ว แต่บังเอิญเป็น “ลุงตู่” ขวัญใจแม่ยกทหาร ที่พากันส่งเสียงหัวเราะเยาะหยัน “คนอดข้าว” ตามคำพูดผู้นำไปด้วย
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ยื่นหนังสือเรียกร้อง 3 ข้อคือ 1.ขอให้ชะลอหรือเลื่อนการประมูลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไปโดยไม่มีกำหนด 2.หยุดกระบวนการของรายงาน EIA,EHIA ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ทั้งสองฉบับ 3.ตั้งกรรมการมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาให้เวลากระบี่ 3 ปี พึ่งตัวเองโดยใช้ปาล์ม
ลำพังวันแรกๆ ประสิทธิชัย หนูนวล และ อัครเดช ฉากจินดา ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้เสียสละตัวเองด้วยวิธีอารยะขัดขืน ด้วยการอดอาหาร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ค่อนข้างเงียบเหงา มีสื่อทีวีเกาะติดอยู่ 2 ช่อง
กระทั่งมีกลุ่มศิลปินพันธมิตรประชาชนฯ และมวลชนจากกระบี่ เคลื่อนมาสมทบ พร้อมกับจัดกิจกรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล จึงมีสื่อทีวีส่วนใหญ่ให้ความสนใจทำข่าว
“ชัย” ประสิทธิชัย หนูนวล ในบทบาทของผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องพื้นที่แหล่งผลิตอาหารภาคใต้ ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้คณะรัฐบาลหยุดสนอง และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานผูกขาดกินรวบ รวมทั้งหยุดการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่ภาคใต้
เมื่อปีที่แล้ว “ประสิทธิชัย” ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนที่สนใจเรื่องการปฏิรูปพลังงาน จัดกิจกรรมเดินรณรงค์เพื่อการปฏิรูปพลังงาน ในชื่อโครงการ “เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ” จากหาดใหญ่ สงขลาถึงกรุงเทพฯ
ต่อมา “ประสิทธิชัย” ได้มาร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนในพื้นที่ 6 จังหวัดในฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วย ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และระนอง จัดตั้ง “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน”
แนวร่วมของเครือข่ายปกป้องอันดามันคือ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ซึ่งได้ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอื่นๆ ทุกภาค สนับสนุนการต่อสู้อย่างสันติวิธี
นอกจากนี้ เมื่อมีปฏิบัติการอดข้าวประท้วง จึงมีแนวร่วมในกรุงเทพฯ ให้การหนุนช่วย อย่างเช่น เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)นำโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ,สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นำโดย บุญยืน ศิริธรรม และอิฐบูรณ์ อ้นวงษา
เครือข่ายดังมีรายนามข้างต้น กำลังคัดค้านร่าง พรบ.ปิโตรเลียมฯ ฉบับใหม่ ที่นำเสนอโดยกระทรวงพลังงาน
ที่น่าสนใจ เมื่อ 21 ก.ค.2558 “ขบวนการอีสานใหม่” ประกอบด้วยกลุ่มดาวดิน, กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด อ.วังสะพุง จ.เลย ,กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมห้วยเสือเต้นและโคกหินขาว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ,กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ,เครือข่ายลุ่มน้ำชีตอนล่าง จ.ร้อยเอ็ด และเครือข่ายอนุรักษ์พิทักษ์กาฬสินธุ์ไม่เอาบ่อก๊าซ จ.กาฬสินธุ์ ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายปกป้องอันดามัน
แสดงว่า แนวร่วมของเครือข่ายปกป้องอันดามันฯ กำลังขยายวงออกไป หาก “ทุนนิยมถือปืน” ไม่ปรับท่าที และไม่ยอมเปิดเจรจากับฝ่ายคัดค้าน เรื่องนี้คงจบไม่สวยแน่






