แยกผู้ปฏิบัติออกจากผู้กำกับ-สกัดการเมือง
ถ้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่สำเร็จ ความหวังที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารธุรกิจของรัฐก็หดหาย ดังนั้นจึงหวังว่าข้อเสนอให้ตั้ง “บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ” หรือที่เรียกว่า Super Holding Corporation เป้าหมายจะทำให้เป็น “เทมาเส็ก” สิงคโปร์จะเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันสั้นนี้
เพราะหากล่าช้าออกไป ฝูงเหลือบทั้งหลายที่มาในคราบของนักการเมืองผู้มีอำนาจ ก็จะไม่ยอมยกเครื่องวิธีการบริหารรัฐวิสาหกิจ ไม่ยอมให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นแหล่ง “ทำมาหากิน” ของนักการเมืองที่ทำลายชาติบ้านเมืองมาช้านานแล้ว
กฎหมายฉบับใหม่เพื่อการนี้มีชื่อว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการกำกับและพัฒนานโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งว่ากันว่าผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แล้วและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.ก่อนสิ้นปีนี้
ปัญหาใหญ่ของรัฐวิสาหกิจไทยที่ผ่านมาคือคอร์รัปชันเพราะนักการเมืองล้วงลูก สั่งการ และกำกับดูแลได้ทุกขั้นตอน คนที่มาเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจต้องมี “เส้น” มี “สาย” โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถ
อีกทั้งโครงสร้างการบริหารก็ขาดความโปร่งใส ไม่มีการประเมินผลงานอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้แต่ประการใด
ก้าวแรกของการแก้ปัญหานี้ก็คือแยกบทบาทการกำหนดนโยบาย การเป็นเจ้าของ และการกำกับดูแลออกจากกัน
คนปฏิบัติกับคนกำกับดูแล นั่นคือ operator กับ regulator ต้องเป็นคนละคน คนละหน่วยเพราะมีการตรวจสอบกันและกันตามมาตรฐานสากล
ที่เราถูก ICAO และ FAA ตรวจมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนแต่สอบตกนั้น สาเหตุสำคัญก็เพราะผู้ปฏิบัติกับผู้กำกับดูแลเป็นคนเดียวกัน อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งย่อมหมายความว่าไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ว่าการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้รับการประเมินตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นหรือไม่
ดังนั้น การตั้ง Super Holding Corporation จะต้องให้เกิดกลไกที่จะทำให้การบริหารงานภายในองค์กร และหน่วยงานกำกับดูแลมีความเป็นอิสระต่อกัน เสริมสร้างประสิทธิภาพที่วัดได้ และที่สำคัญคือลดการแทรกแซงทางการเมือง
นั่นก็หมายถึงการสร้างกระบวนการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกขณะทั้งโดยผู้รู้และประชาชนทั่วไป
ที่สำคัญคือ Super Holding Corporation นี้จะต้องไม่ใช่หน่วยงานของภาครัฐ แต่มีสถานะเป็นนิติบุคคล และจะรับโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้ามาในรูปบริษัทจำกัดเริ่มด้วย 12 แห่ง
ข่าวบอกว่าทุนจดทะเบียนประเดิมของบรรษัทนี้จะอยู่ที่ 1 พันล้านบาท โดยมีกติกาชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มว่าจะไม่ให้นำหุ้นของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งออกไปจำหน่าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อลดความกังวลว่าด้วยการแปรรูป
ประเด็นหลักก็คงอยู่ที่กระบวนการสรรหาคณะกรรมการ หรือบอร์ดและผู้บริหารของบรรษัทแห่งนี้เพราะต้องให้ได้คนดี คนเก่ง และมืออาชีพอย่างแท้จริง และต้องป้องกันไม่ให้ “มือที่มองไม่เห็น” (ความหมายของไทยคือพวกนักการเมืองที่ล้วงลูกโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่โยนบาปไปให้ข้าราชการประจำที่ยอมเป็นเครื่องมือ) เข้ามาทำลายระบบที่ควรจะดีแต่ทำให้ดีไม่ได้เพราะความเน่าเฟะของสังคมไทย
โครงสร้างแบบเดียวกันนี้มีในประเทศอื่นเช่นกัน แต่การลอกเลียนแบบของคนอื่นนำมาใช้ในไทยนั้น มักจะล้มเหลวเพราะเอาแต่เปลือก แต่ไม่เอาเนื้อหาที่เขาทำจริง เข้มข้น และไม่ทำแบบผักชีโรยหน้า
คนใน Super Board รัฐวิสาหกิจยอมรับว่า Super Holding Corporation ที่ว่านี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย คงไม่ใช่ “เทพ” ที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื้อรังของรัฐวิสาหกิจของไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่หากไม่ทำ หรือทำอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ สภาพของรัฐวิสาหกิจของประเทศก็จะทรุดโทรมต่อเนื่องจนเจ๊งกันต่อหน้าต่อตาได้
ระบบเดิมที่มีอยู่นั้นรัฐวิสาหกิจเน่า ๆ ยังอยู่ได้เพราะกลบเกลื่อนอำพรางความจริง แม้รัฐวิสาหกิจดี ๆ ก็จะเสื่อมถอยเพราะคนดีคนเก่งคนซื่อจะไม่ยอมมาทำงานในองค์กรที่ไร้อนาคตอย่างที่เห็นกันอยู่






