วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัดรากความเหลื่อมล้ำ..เผากงล้อแห่งความจนโอกาส

จากข่าวร้อนบนหน้าหนังสือพิมพ์และโลกออนไลน์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บางคนอาจจะเห็นข่าวการเตรียมตัวปิดสถานช่วยเหลือเด็กยากจน บ้านครูน้อย

และข่าวที่น่ายินดีต่อเนื่องในวันต่อมา จากการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของบุคคลต่างๆ สำหรับในสังคมออนไลน์ (โดยเฉพาะเว็บ pantip.com) ข่าวการปิดตัวของบ้านครูน้อยนั้น ได้สร้างกระแสส่วนหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อการบริหารงานของบ้านครูน้อย ในประเด็นเรื่องขาดความโปร่งใส และการบริหารจัดการการเงินที่ดี

แน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้สำคัญ อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ขอลงรายละเอียด หากแต่จะมุ่งประเด็นไปที่สภาพปัญหาทั่วไปในสังคม เราจะเห็นภาพการปิดตัวของสถานช่วยเหลือฯต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนเงินเป็นครั้งคราว ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งกว่านั้นการสนับสนุนการเงินเป็นครั้งคราว ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน เปรียบเสมือนการยื่นอาหารให้แก่ผู้ที่หิวกระหาย แต่ไม่อาจแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาว่า ทำอย่างไรเขาเหล่านั้นจึงจะอิ่มท้องในทุกมื้อ และเราควรแก้ปัญหาลักษณะนี้อย่างไร กลไกสถาบันประเภทใดที่รัฐควรสร้างให้เกิดขึ้น เพราะการขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ใช่ปัญหาเดียว และเชื่อได้ว่ายังมีสถานสงเคราะห์อีกจำนวนมาก ที่ต้องเผชิญหรือกำลังเผชิญกับปัญหานี้

ปี 2557 มีงานวิจัยฉบับหนึ่งของ ดร.สมชัย จิตสุชน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่จุดประกายประเด็นการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนชั้นกลาง เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของทุนมนุษย์ ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนชั้นกลางและคนรวย เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของทุนทรัพย์ และหากเปรียบเทียบระหว่างคนจนและคนรวยแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจากทั้งสองสิ่งรวมกัน คือความไม่เท่าเทียมกันของทุนทรัพย์และทุนมนุษย์”

ความเชื่อมโยงระหว่างความเหลื่อมล้ำ และปัญหาความยากจน เป็นสิ่งที่พัวพันกันจนไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จุดบอดสำคัญประการหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับสังคมไทยคือ ด้วยวัฒนธรรมและศาสนา เรามักจะผนวกเอาคำว่า "บุญ" และ "กรรม" เข้ามาเป็นคำอธิบายหลัก จนทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นเรื่องราวสืบเนื่องจากกรรมเก่าของแต่ละคนไปเสีย บางคนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับปัญหานี้ เพราะคิดตามตามหลักศาสนาแต่ทางเดียว เช่น "ชาติที่แล้ว (เรา/เขา) คงทำกรรมไว้ ชาตินี้ก็มาใช้กรรมไป" "ชาติหน้าอยากรวยก็ต้องเร่งทำบุญเสีย จะได้ไม่ยากจนไม่เดือดร้อน" เป็นต้น

ในความความเป็นจริงแล้ว เราพูดได้เต็มปากหรือว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ยากจนในสังคมไทยเป็นเพราะกรรมเก่าทั้งหมด เราปฏิเสธได้เต็มปากหรือว่า โครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยวในขณะนี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องจมปลักอยู่กับความยากจน

ทราบหรือไม่ว่ามีคนจำนวนมากที่ปัจจุบันนี้เป็น “ผู้ยากจน” เพราะว่าในอดีตไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ มีคนจำนวนมากกว่า 750,000 คน ที่พ้นจากความยากจนในอดีต เพราะมีโครงการรัฐบาลที่ให้โอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพ อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค และขณะนี้ยังมีคนจำนวนมากที่ "ยากจน" เพราะเข้าไม่ถึงผู้ที่ยึดกุมอำนาจ ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และฝันร้ายจากคอร์รัปชัน

และในบรรดาฝันร้ายที่สุดของคนยากจนนั้นคือ การถ่ายทอดความยากจนจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ และสิ่งนี้ยิ่งส่งผลให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำกว้างและห่างขึ้นกว่าเดิม ระหว่างเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวย และเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน เรียกง่ายๆ ว่า ถ้ามีฐานที่น้อยกว่าคนอื่นเสียแล้ว การก้าวให้พ้นปากบ่อความยากจนของเด็กคนหนึ่ง จะต้องอาศัยกำลังมากกว่าเด็กทั่วไปอีกหลายเท่าตัว ซึ่งปัจจุบัน ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2556 ย้ำให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดและที่ยากจนที่สุด ห่างกันมากขึ้น และต่างกันเกือบ 13 เท่า !

ตัวอย่างข่าวกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านครูน้อย เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่บอกถึงความรุนแรงของปัญหาสังคม และความยากจนทางรายได้ ความยากจนทางสิทธิ ความยากจนทางโอกาส ทั้งหลายที่สืบเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ ด้วยจำนวนเด็กเยาวชนที่ด้อยโอกาสจำนวนมากที่อยู่ในความดูแล ซึ่งในอนาคตเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ปัญหาลักษณะนี้จะเป็นเรื่องหนักใจให้กับกลุ่มนักพัฒนาชุมชนว่า จะทำอย่างไรจึงจะประคองสังคมที่กำลังพังทลายจากฐานรากได้

ถ้าตัดวงจรความเหลื่อมล้ำลงเสียได้ คงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนี้ ยังคงต้องการความเห็นและการแสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า พอจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า

1.มีระบบส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน (Financial Literacy) แก่องค์กรอิสระ และหน่วยงานสาธารณกุศลต่างๆ โดยเหล่ากูรูทางการเงิน เพื่อให้สามารถประเมินอนาคตของหน่วยงานตนเองได้ว่า ภายใต้จำนวนเงินบริจาคเหล่านี้ องค์กรจะสามารถมีอายุและยั่งยืนได้ยาวนานเพียงใด จำนวนเด็กที่หน่วยงานนั้นๆ จะสามารถรับเข้ามาอยู่ในการดูแลควรเป็นเท่าใด จึงจะเหมาะสมภายใต้งบประมาณและความเป็นไปได้ทางการเงินต่างๆ ที่องค์กรมีอยู่ เป็นต้น

2.สนับสนุนกลุ่มธุรกิจของผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social enterprise) ให้เข้ามามีบทบาท โดยร่วมกันตีโจทย์ในการสร้าง Brand และแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนแก่องค์กรสาธารณกุศลเหล่านี้

3.การสร้างระบบแต้มต่อสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือฐานะยากจน โดยเฉพาะบุตรหลานที่กำลังศึกษาหรืออยู่ระหว่างการเข้าทำงาน และเคยอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรสาธารณกุศลต่างๆ โดยเสนอให้รัฐและภาคเอกชนให้โอกาสพิเศษในการเข้าทำงาน หรือวางนโยบายการคลังยกเว้นการเรียกเก็บภาษีเงินได้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งสำหรับเด็กหรือผู้ที่มีงานทำ/งานประจำ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศลเหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสในการเก็บออมเงินตั้งตัว และเพื่อประโยชน์ในการตัดวงจรความยากจนทิ้งในระยะยาว

ทั้งนี้ เชื่อว่ายังคงมีทางออกเชิงนโยบายสาธารณะ ที่เป็นไปได้ในอีกหลายช่องทาง ที่ประเทศไทยยังก้าวไปไม่ถึง และสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่นักนโยบายควรพิจารณาแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่เท่าเทียมแห่งนี้

------------------------

ณัฏฐาภรณ์ เลียมจรัสกุล

มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ