วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมืองไทยไม่ขาดน้ำหากเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง

หลายต่อหลายครั้ง ผมพูดถึงเรื่องน้ำในคอลัมน์นี้ ล่าสุดพูดถึงเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนื่องจากมีข้อมูลใหม่ซึ่งได้มาจากองค์การอวกาศของสหรัฐ ข้อมูลนั้นยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ชาวโลกโดยรวมกำลังขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค และสำหรับใช้ในการผลิตพืชอาหารและการอุตสาหกรรม การขาดแคลนน้ำจะนำไปสู่การแย่งชิงกันอย่างเข้มข้นจนเกิดสงครามชิงน้ำ สงครามอาจเป็นในรูปของการวิวาทกันระหว่างชาวบ้านและระหว่างชุมชน หรืออาจร้ายแรงจนเป็นสงครามระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงมีหนังสือเกี่ยวกับน้ำอย่างน้อย 3 เล่มที่มีคำว่า “สงคราม” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ นั่นคือ เรื่อง Water Wars: Drought, Flood, Folly, and the Politics of Thirst เขียนโดย Diane Raines Ward เรื่อง Water Wars: Privatization, Pollution, and Profit เขียนโดย Vandana Shiva และเรื่อง Water, Peace, and War: Confronting the Global Water Crisis เขียนโดย Brahma Chellaney (บทคัดย่อภาษาไทยของสองเล่มแรกมีอยู่ในหนังสือชื่อ “ธาตุ 4 พิโรธ: โจทย์ที่ต้องมีคำตอบ” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เวบไซต์ www.bannareader.com)

ในช่วงนี้มีเรื่องราวเป็นข่าวพาดหัวติดต่อกัน เกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำถึงขั้นวิกฤติในเมืองไทย เรื่องนี้คงเป็นที่งุนงงของชาวซาอุดิอาระเบียที่ผมเคยมีโอกาสทำงานด้วย เขาบอกผมว่า เขาอิจฉาคนไทย และถ้าแลกแผ่นดินได้เขาจะขอแลก เนื่องจากคนเราขาดน้ำมันอยู่ได้ แต่จะตายภายในเวลาอันสั้นหากขาดน้ำจืด ในสายตาของเขาเมืองไทยโชคดีที่ทุกปีฝนนำน้ำมาให้ในปริมาณมหาศาล การขาดแคลนน้ำของเมืองไทยในขณะนี้จึงเป็นที่น่าฉงน หนังสือเรื่องต่างๆ ที่อ้างถึงมักมีแนวคิดหนึ่งคล้ายกัน นั่นคือ มนุษย์เราจะไม่ขาดแคลนน้ำหากเรารู้จักใช้ให้อยู่ในกรอบที่ธรรมชาติมอบให้ แม้แต่ในทะเลทรายก็ไม่ขาดแคลนน้ำ 

การจะใช้น้ำอย่างไรให้อยู่ในกรอบที่ธรรมชาติมอบให้ เป็นเรื่องการบริหารจัดการที่คนโบราณทำกันมานานแล้ว แต่ละถูกทิ้งไปในยุคปัจจุบัน เช่น การขุดบ่อน้ำกระจัดกระจายไว้กลางทะเลทราย แล้วต้อนสัตว์เลี้ยงหมุนเวียนไปใช้น้ำในบ่อเหล่านั้น นานๆ ครั้ง การบริหารจัดการแบบนั้นถูกทิ้งไป หลังผู้คนในย่านทะเลทรายเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ อันได้แก่เครื่องเจาะบ่อบาดาล บวกกับการสูบน้ำด้วยเครื่องจักรแรงงสูง เทคโนโลยีใหม่สาปให้ขุมน้ำใต้ดินขนาดใหญ่หลายแห่งแห้งเหือด ทั้งในซาอุดิอาระเบียและในเยเมน

ซาอุดิอาระเบียโชคดีที่มีรายได้จากการขายน้ำมัน จึงกลั่นน้ำทะเลมาใช้แทน ส่วนเยเมนกำลังล่มสลายเพราะไม่มีรายได้เช่นนั้น เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่กำลังสาปเมืองไทยให้ขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน เพราะชาวนาต่างพร้อมกันสูบน้ำขึ้นมาทำนาในฤดูแล้ง

สังคมต่างๆ มีแนวทาง “เกี่ยวฝน” นำมาเก็บไว้ใช้ตลอดปี เช่น เมืองจีนโบราณมีการเก็บไว้ในถังใต้ดิน ย่านกึ่งทะเลทรายในอินเดียปัจจุบัน ใช้การสร้างระบบสระพวง ซึ่งคอลัมน์นี้อ้างถึงหลายครั้ง แนวคิดเรื่องสระพวงใช้ได้ผลดี แม้แต่ในที่ราบสูงของโบลิเวียและเอธิโอเปีย เรื่องสระพวงในโบลิเวีย มีรายละเอียดน่าสนใจอยู่ในบทความเรื่อง Towards Sustainable Pond Farming เขียนโดย Michiel Verweij ลงพิมพ์ในวารสาร LEISA ประจำเดือนตุลาคม 2544 ส่วนเรื่องสระพวงในเอธิโอเปียมีรายละเอียดอยู่ในวิทยานิพนธ์เรื่อง Impact Assessment of Rainwater Harvesting Ponds: The Case of Alaba Woreda, Ethiopia เขียนโดย Rebeka Amha

เนื่องจากเรื่องการสร้างระบบสระพวง น่าจะไปได้ดีกับเรื่องเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ หลายครั้งผมจึงเสนอให้รัฐบาลทำโครงการนำร่อง เพื่อทดลองว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ หากไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร ให้ส่งผู้เกี่ยวข้องไปดูระบบของชาวอินเดีย คงไม่ต้องใช้งบประมาณส่งไปครั้งละหลายสิบคน เช่นการไปดูงานในญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกา เพราะไม่น่าจะมีใครอยากไปดูงานในท้องถิ่นกันดารของอินเดีย แต่ผมแน่ใจว่าผลตอบแทนจะสูงมาก หากนำความรู้กลับมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยอย่างจริงจัง ผมเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้นำในโครงการนำร่อง เพราะชาวนาไทยคงไม่สามารถรวมตัวกันทำขึ้นเองได้เช่นในประเทศอื่น  

การเกี่ยวน้ำฝนมาเก็บไว้ในรูปใดก็ตาม ย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากการใช้ไม่ถูกปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมด้วย ระบบสระพวงจะไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้พอ หากชาวนาพากันสูบน้ำออกมาทำนาในฤดูแล้งดังในปัจจุบัน แต่แทนที่จะทำนา ถ้าพวกเขาหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าว โอกาสที่พวกเขาจะมีน้ำพอใช้เป็นไปได้สูงมาก ตามแนวทฤษฎีใหม่ พืชส่วนหนึ่งปลูกไว้เพื่อใช้ในครอบครัว เกษตรกรจะผลิตมากกว่านั้น หากมีแรงจูงใจจากกำไรของการขายผลผลิต ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ผมจึงเสนอให้คนไทยสนับสนุนชาวนาด้วยการลดรับประทานข้าว

ใช่แล้ว! ผมไม่ได้เขียนผิด หรือสติฟั่นเฟือนไป ที่เสนอให้คนไทยลดรับประทานข้าว เพื่อสนับสนุนชาวนา เรื่องนี้ผมทำเป็นประจำมานาน นั่นคือ รับประทานอาหารแป้งอื่นแทนข้าว เช่น ข้าวโพด มันเทศ มันสำปะหลัง มันฝรั่ง เผือก กล้วย สาคูและฟักทอง พืชเหล่านี้นอกจากจะมีแป้งเช่นเดียวกับข้าวแล้ว ยังมีสารอาหารอื่นที่ข้าวไม่มีอีกด้วย ฉะนั้น โอกาสที่ร่างกายจะได้วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ครบถ้วนย่อมมีสูงขึ้น  หากคนไทยหลายสิบล้านคนพร้อมใจกันปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทานตามแนวที่เสนอมา ผมเชื่อว่าชาวนาจะลดการทำนาและผลิตพืชอาหารอื่นเพิ่มขึ้นมาแทน นอกจากจะช่วยลดการใช้น้ำแล้ว การปลูกพืชหลากหลายอย่างดังกล่าว จะส่งผลให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับสร้างความสมดุลมากขึ้นให้ระบบนิเวศอีกด้วย

เมืองไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำหากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามแนวที่เสนอ