วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มเขี้ยวเล็บปราบคนโกง ให้ได้มาตรฐานสากล

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ว่าด้วยการปราบปรามคอร์รัปชัน มีประเด็นน่าสนใจ ที่ควรจะทำให้การจัดการ

 เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

และให้สอดคล้องกับความเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการปราบปรามคอร์รัปชันระดับสากล

ที่ฮือฮาว่ามีโทษเพิ่มขึ้นถึงประหารชีวิตนั้น ความจริงเป็นการยกเอาประมวลกฎหมายอาญามาทั้งดุ้น ซึ่งเดิมก็มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว

แต่ที่ขยายอำนาจการจัดการเครือข่ายการโกงกินนั้นน่าสนใจ เพราะประมวลกฎหมายอาญาเดิมใช้คำว่า “เจ้าพนักงานของรัฐ” ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน

คำว่า “เจ้าพนักงานของรัฐ” หมายถึงเพียงเฉพาะข้าราชการ แต่ “เจ้าหน้าที่รัฐ” คือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ 

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขครั้งนี้จึงเปลี่ยนให้ครอบคลุมหมดทั้งข้าราชการ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศเข้าไปด้วย

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 60 ก ลงวันที่ 9 ก.ค. 2558 ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ซึ่งได้มีการแก้ไขโดยเพิ่มบทบัญญัติการลงโทษอีก 7 มาตราแก่เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 123/2 ซึ่งกำหนดโทษในการทุจริตรับสินบนไว้สูงสุดที่จำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิต โดยมีใจความว่า

“มาตรา 123/2 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”

นอกจากนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) ยังกำหนดในมาตรา 11 ให้คดีความที่เกิดจากการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่มีกำหนดอายุความอีกด้วย ทั้งไม่นับช่วงเวลาที่ผู้กระทำผิดหนีคดีเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่คดีความจะมีอายุความ 20 ปี 

หลักการในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับแก้ไขฉบับนี้ มาจากการที่ไทยได้ให้สัตยาบันร่วม เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554 ทำให้ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีกลไกในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การที่เราเป็นส่วนหนึ่งของภาคีอนุสัญญาฯ UNCAC แปลว่าเราถูกประเมินว่าเราได้ทำตามกติกาสากล ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังและรอบด้านเพียงใด จึงจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงให้มาตรฐานของไทยเป็นสากลอย่างแท้จริง

ที่สำคัญและเร่งด่วนคือการไต่สวนข้ามชาติหรือมีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยต้องครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ

เพราะการที่จะจัดการคนโกงระดับใหญ่ได้จริง จะต้องสามารถเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ คือต้องมีอำนาจที่จะทำการไต่สวนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ ที่อาจมีส่วนร่วมโกงกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยบัญญัติไว้ในกฎหมายไทยเลย

ที่เคยเป็นช่องว่างของกฎหมายอีกประเด็นหนึ่งคือ “เอกชนที่กระทำความผิด” ที่ผ่านมาหากเอกชนให้สินบนเป็นเรื่องตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวน

แต่ภายใต้เงื่อนไขของ UNCAC องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชันต้องตรวจสอบทั้งผู้ให้และผู้รับด้วย เพราะถ้าไม่มีผู้ให้ ก็ย่อมไม่มีผู้รับ

เราทราบมาช้านานแล้วว่า “สามเหลี่ยมแห่งความชั่วร้าย” ของคอร์รัปชันนั้นคือนักการเมือง, ข้าราชการและนักธุรกิจ ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหานี้อย่างได้ผลจริงจัง ต้องให้มือปราบปรามสามารถเข้าถึงผู้ต้องสงสัย ในทุกรูปแบบและทุกขั้นตอน

ที่น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันคือการระบุให้นิติบุคคลต้องรับผิดด้วย ในกรณีที่คนทำงานหรือกรรมการให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายปราบคอร์รัปชันครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับ ป.ป.ช. ในการทำหน้าที่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

หวังว่าจะได้เห็นการ “จับปลาตัวใหญ่” ให้ประชาชนได้เห็นฝีมือ กวาดล้างความชั่วร้าย จัดการกับ “มะเร็ง” ของสังคมไทยในทุกวงการอย่างจริงจังเสียที