จากสถิติ EU 15 ประเทศ ช่วงห่างของรายได้ต่อหัว แม้ยังไล่กวดอเมริกาไม่ทัน แต่ข้อมูลของยุโรป 45 ประเทศ
หรือของ EU 28 ประเทศ ได้บอกเราว่า ยุโรปมีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะโมเดลความเจริญเติบโตของยุโรป ที่มีลักษณะเฉพาะต่างกับของอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อเราพบว่า เมื่อรวมจำนวนประเทศใน EU มากขึ้น เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน EU เป็นกลไกหรือจักรกลที่สำคัญในการขับเคลื่อนช่องว่างเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีรายได้ต่ำ หรือมั่งคั่งน้อยกว่า กับประเทศที่มีรายได้สูงให้แคบลง หรือเกิด Convergence เราจะพิจารณาประเด็นเรื่อง Convergence ภายใน EU ในโอกาสต่อไป
กลับมาในประเด็นที่ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ EU 15 ประเทศ ทั้งหมดยังไม่สามารถไล่กวดอเมริกาได้ทัน และยังย่ำอยู่ที่รายได้ต่อหัวประมาณร้อยละ 70 ของอเมริกา ทั้งๆ ที่ประเทศผู้นำของ EU โดยเฉพาะเยอรมันและฝรั่งเศส ต่างก็ขายฝันว่า การรวมตัวของยุโรปในทุกด้าน นอกจากจะป้องกันไม่ให้ยุโรปกลับไปทำสงครามกันเหมือนอย่างในอดีต มันจะทำให้ยุโรปแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านความเจริญเติบโต และความมีเสถียรภาพ แต่วันนี้คนจำนวนมากคิดว่าทั้ง EU และ EURO กำลังเผชิญอุปสรรคและอนาคตที่มืดมน ด้านมืดของ 20 ปีที่ผ่านมา คือยุโรปไม่สามารถมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้สูงตามที่คาดหวัง เช่น ตามข้อตกลงของลิสบอน ที่อัตรา 3% ต่อปี
มีวิธีดูที่มาของความเจริญเติบโตได้หลายแบบ วิธีหนึ่งที่เราจะใช้ในที่นี้คือ ดูการเพิ่มขึ้นของผลผลิต หรือ GDP จากบทบาทร่วมกันของระดับการจ้างงาน หรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน ซึ่งก็คือ Input ของแรงงาน และผลิตภาพของแรงงาน (ผลผลิตต่อชั่วโมงทำงาน) ทั้งสองตัวนี้ ถ้าสูงหรือเพิ่มขึ้นย่อมทำให้ผลผลิตสูงขึ้น
มีข้อสังเกตความแตกต่างที่สำคัญ เมื่อวิเคราะห์ที่มาของความเจริญเติบโตของ EU 15 ประเทศกับสหรัฐ ที่ควรบันทึกไว้
1.ในรอบ 40 ปีเศษๆ ของความเจริญเติบโต ผลิตภาพของแรงงาน ของ EU 15 ประเทศ ใน 30 ปีแรก สูงกว่าของอเมริกามาตลอด กลุ่ม EU เริ่มมีปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ลดลง โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มทางใต้ของยุโรป เช่น อิตาลี สเปน โปรตุเกส เมื่อ 10 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ที่น่าสังเกต ประเทศที่ผลิตภาพแรงงานลดลงมาก ในแถบใต้ของยุโรปถูกชดเชยโดยการเพิ่มขึ้นของการเติบโต ของระดับการจ้างงานในช่วงทศวรรษ 2000 โดยที่อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีทั้งที่สูงขึ้นจนพัฒนาไปเป็นฟองสบู่ทางด้านราคาสินทรัพย์โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เช่น กรณีของสเปน แต่ไม่ยั่งยืน เมื่อวิกฤติโลกมาเยือนในปี 2008 หรือการจ้างงานสูงขึ้น แต่ผลิตภาพแรงงานต่ำ อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สูง และในที่สุดไม่ยั่งยืน เช่นเดียวกับกรณีของสเปน ก็คือกรณีของอิตาลี และโปรตุเกส ขณะที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ เคยโตถึงในอัตรา 7% ต่อปีในช่วงนั้น ก็ยังต้องเผชิญกับวิกฤติใหญ่ ภาพของ EU โดยรวม จึงมีความหลากหลาย
2.ผลิตภาพของแรงงานของ EU ที่สูงกว่าสหรัฐ ไม่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้อัตราความเจริญเติบโตของ GDP สูงกว่าสหรัฐได้ ยกเว้นในช่วงหลังสงคราม 20 ปีแรก ปัญหาของยุโรปหรือกลุ่ม EU ที่มีลักษณะพิเศษคือ การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน มักต้องแลกกับการลดลงของอัตราการจ้างงานหรือชั่วโมงทำงานโดยรวม (ดูตารางประกอบ) ทำให้มีขีดจำกัดของการเพิ่มขึ้นของ GDP ของกลุ่ม EU
ทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่า โดยเปรียบเทียบ โอกาสในการสร้างงานก็ดี หรือโอกาสในการหางานทำ ในสหรัฐ มีสูงกว่ากลุ่ม EU โดยเฉพาะตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เมื่อระดับอัตราการว่างงานในกลุ่ม EU ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในต้นทศวรรษ 1970 มาเป็นร้อยละ 11 ใน 20 ปีถัดมา หรือในอัตราร้อยละ 20 ในสเปน เป็นต้น
จริงอยู่โดยเฉลี่ยแรงงานของยุโรปมีชั่วโมงทำงานต่อปีต่ำกว่าแรงงานของอเมริกา และจำนวนวันในการลาพักผ่อนมากกว่าของอเมริกา แต่ไม่เป็นความจริงที่มีความเชื่อกันว่า การที่คนยุโรปเลือกที่จะทำงานน้อยลงและต้องการมีเวลาว่างพักผ่อนมากขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญของการชะงักงันของระดับการจ้างงาน ชั่วโมงการทำงาน หรือ Labour Input ที่ไม่เป็นความจริง เพราะเราสามารถดูได้ข้อเท็จจริงได้จากสถิติ เช่น อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของคนยุโรปต่ำกว่าของสหรัฐ หรือสัดส่วนการทำงานไม่เต็มเวลา (Part-time) ของหนุ่มสาว ซึ่งต้องการงานทำเต็มเวลาหรือกลุ่มแรงงานอายุช่วงอื่นๆ นั้น ปรากฏว่า การทำงานไม่เต็มเวลาโดยรวมมีมากกว่าเกือบเท่าตัวในสังคมยุโรป หรือกลุ่ม EU เมื่อเทียบกับของอเมริกา ที่กล่าวมานี้ เป็นการมองที่มาของการเจริญเติบโตจากทางด้านอุปทานของแรงงาน
ความสามารถในการสร้างงานของอเมริกาที่สูงกว่ายุโรปนั้น มีรากฐานที่สำคัญมาจากความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจของ 2 ภูมิภาค ในการซึมซับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน
ถ้าเราเปรียบเทียบเศรษฐกิจของฝรั่งเศสกับของอเมริกา ในช่วงเกือบ 25 ปี (1973-1997) ฝรั่งเศสจ้างงานได้ 1 ล้านคน ขณะที่อเมริกาจ้างงานได้ถึง 43 ล้านคน โดยที่สหรัฐมีประชากรสูงกว่าฝรั่งเศสเพียงแค่ 5 เท่า อะไรคือสาเหตุ ความแตกต่างที่สำคัญคือ การปรับตัวที่ต่างกันของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เช่น ทางเทคโนโลยี หรือกระบวนการโลกานุวัตร
ในกรณีของยุโรป กระบวนการโลกานุวัตรนำมาซึ่งโอกาสและการแข่งขัน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นในตลาดแรงงาน หรือลงทุนเพิ่มขึ้น เพิ่มความเข้มข้นของทุน เพื่อเพิ่มผลิตภาพของแรงงานเพื่อลดต้นทุน เมื่อไรก็ตามที่อุปสงค์โดยรวมของโลกลดลง แต่ยุโรปไม่สามารถสร้างงานใหม่ได้มากพอเมื่อเทียบกับงานที่ถูกทำลายหรือลดลง หรืออุปทานของแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น
กรณีของสหรัฐ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการลงทุนของภาคเอกชน สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม ที่มีลักษณะถอนรากถอนโคน (Radical Innovation) มากกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรมแบบเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย (Incremental Innovation) ทางด้านการลงทุนจะเห็นได้ชัดว่า ในช่วงเกือบ 20 ปี ระหว่างต้นทศวรรษ 80 กับ 90 การลงทุนประเภทที่เป็นสิ่งปลูกสร้างหรือโครงสร้าง (Structure) ลดลงจากร้อยละ 45 เหลือเพียงร้อยละ 23 แต่การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 34 ในช่วงเวลาดังกล่าว นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกรณีของสหรัฐ จาก Fordist regime ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการลงทุนที่เน้นเครื่องจักรกล เพิ่มความเข้มข้นของทุน เพิ่มผลิตภาพของแรงงานขั้นต่ำที่ใช้มือไปสู่ระบบใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการลงทุนในการเปลี่ยนแปลงทางด้านการบริหารการจัดการ ซึ่งปฏิวัติการทำงานที่ใช้ปัญญาในภาคบริการ
ผลที่ตามมาคือ การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานอย่างมหาศาลในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของอุปสงค์ของภาคบริการ ซึ่งเป็นจุดต่างที่สำคัญของสหรัฐกับยุโรป
----------------
ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์









