วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใครให้? ใครได้?

เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันได้รับเชิญไปพูดในงาน TEDxBangkok

สำหรับหลายๆ คนที่เป็นแฟน TED talks คงทราบดีว่า TED เป็นเวทีระดับโลกที่นำเสนอ  “ความคิดที่ควรค่าแก่การเผยแพร่” จากวงการอาชีพสาขาต่างๆ ผู้พูดต้องเล่าเรื่องที่ตั้งใจไว้ให้เสร็จภายในเวลาแค่ 18 นาที ดังนั้น การที่ดิฉันตอบรับไปพูดในงานนี้ ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไรหนักหนาสาหัส ดิฉันไม่เคยทราบเลยว่าเบื้องหลังของ 18 นาทีบนเวทีนั้นผู้พูดต้องทำอะไรส่งทีมจัดงานก่อนที่จะถึงงานวันจริงบ้าง ไม่ทราบเลยว่าการที่ตอบตกลงไปพูดในงานนี้ จะต้องทำการบ้านส่งทีมงานไม่รู้กี่รอบ ต้องไปซ้อมให้ทีมงานฟังนับครั้งไม่ถ้วน

ขอสารภาพว่าตอนที่ได้เห็นตารางว่าต้องทำอะไรบ้าง แทบจะขอโบกมือลางานนี้เลยทีเดียว แต่ก็กัดฟันเดินหน้าเต็มที่ เพราะดิฉันตั้งใจอย่างภาคภูมิที่จะไป ”ให้” ข้อมูลที่อาจไม่ค่อยมีใครรู้  “ให้” แง่คิดที่เราอาจละเลย และ “ให้” แรงบันดาลใจกับผู้ฟัง แต่ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่การเริ่มเตรียมตัวในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงวันงานจริงในเดือนมิถุนายน ดิฉันกลับรู้สึกว่า ดิฉันเป็น “ผู้ได้”มากกว่าเป็น “ผู้ให้”

สิ่งแรกที่ดิฉัน “ได้” อย่างไม่คาดคิดคือ การได้เติมไฟในชีวิตจากทีมจัดงานไฟแรงสูง ทุกท่านเป็นหนุ่มๆ สาวๆ อาสาสมัครมาจัดงานนี้ด้วยความหวังว่า จะกระเพื่อมความคิดและการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย ก่อนอื่นต้องสารภาพว่า ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านเวทีบรรยายทั้งในและต่างประเทศอย่างโชกโชน ตอนต้นๆ ของการเตรียมตัว ดิฉันไม่เห็นถึงความสำคัญของนัดเจอกับทีมงาน ไม่เห็นความสำคัญถึงตารางการซ้อมที่มีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หลังจากได้พบเจอกับทีมงานครั้งแรก ดิฉันรับทราบได้ถึงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นในแววตาของทีมงานทุกคน ความคิดของดิฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดิฉันไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง และที่สำคัญดิฉันอยากเจอพวกเขา อยากให้พวกเขาวิจารณ์ความคิดของดิฉันอย่างจริงจัง ดิฉันอยากให้พวกเขาแนะนำดิฉัน  อยากให้พวกเขาเป็นครูของดิฉัน และพวกเขาก็เป็นครูที่ดีอย่างที่ดิฉันไม่เคยคาดหวังเลย ดิฉันได้ครูคนใหม่อีกหลายคนเลยทีเดียว

นอกจากการพบปะกับทีมงาน ระหว่างสี่เดือนของการเตรียมตัวครั้งนี้ ทางทีมงานได้เชิญให้ผู้พูดทั้ง 18 คนมารับประทานอาหารร่วมกัน ดิฉันเชื่อว่าแต่ละคนนั้นมีภาระหน้าที่วุ่นวายไม่แพ้กัน แต่พวกเราก็พยายามไปพบกัน  ดิฉันไม่ได้คิดอะไรมากมายกับการนัดหมายครั้งนั้น คิดว่ามันก็เป็นอีกนัดหมายที่อยู่ในตารางปฏิทินทำงานของ แต่ใครจะทราบว่า การที่ได้ไปพบเจอกับคนที่มาจากหลากหลายสาขา คนที่มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน คนที่มีอาชีพที่ดิฉันไม่ทราบว่ามีอยู่ในโลกนี้ คนที่เสียสละให้สังคมอย่างที่ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง จะเป็นการพบเจอที่ประทับใจอย่างมิสามารถบรรยายได้  จากคนที่ไม่รู้จักกัน กลายเป็นคนที่มีคุ้นเคย จากคนที่คุ้นเคย กลายเป็นคนที่หยิบยื่นมิตรภาพให้กัน คิดว่าโอกาสเช่นนี้เป็น “การได้รับ”ที่โชคดีที่สุด

และวันดีเดย์ก็มาถึง วันที่ดิฉันตั้งใจไปเป็น “ผู้ให้” อย่างเต็มเปี่ยม ดิฉันขึ้นไปพูดเป็นคนแรกของงาน ดิฉันไม่ทราบหรอกค่ะว่า ผู้ฟังเป็นใครบ้าง รู้แต่ว่าพวกเขามากันจากหลากหลายสาขา แอบกังวลใจว่าเขาจะสนใจข้อมูลที่ดิฉันนำไปเสนอขนาดไหน  ใครกันที่สนใจฟังนักวิจัยธรรมดาๆ อย่างดิฉัน แต่ไม่น่าเชื่อนะคะว่าความกังวลใจนั้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เพราะถึงแม้ตัวเปลี่ยนสไลด์ทำงานไม่ปกติ สายตาผู้ฟังก็ส่งกำลังใจมาให้อย่างที่ดิฉันสัมผัสได้ สายตาเหล่านั้นกำลังบอกให้ทราบว่า นอกจากตาที่เบิกตื่นอย่างแทบจะไม่กะพริบ แต่ใจของพวกเขาดูจะเปิดกว้าง พร้อมที่จะขับเคลื่อนประเทศของเรา ความรู้สึกที่ได้จากการตอบสนองของผู้ฟัง ไม่ว่าจะคิ้วที่ขมวดด้วยความห่วงใยประเทศ เมื่อเจอข้อมูลความล้าหลังของประเทศไทย หรือจะเป็นเสียงหัวเราะเวลาที่นักวิจัยเนิรด์อย่างดิฉันปล่อยมุก หรือจะเป็นรอยยิ้มเวลาที่เห็นความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เป็นมากกว่ารางวัลต่างๆ ที่ดิฉันได้มาในชีวิต เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ “ให้ความหวัง” แก่ดิฉัน ความหวังว่าประเทศไทยไม่อับจนแน่ๆ เพราะอย่างน้อยดิฉันเชื่อว่า ผู้ฟังเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนไทย ที่พร้อมจะเดินหน้าประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

งานนี้เอาเข้าจริง จากการที่ตั้งใจว่าจะเป็น “ผู้ให้” ของดิฉันกลับทำให้ดิฉันกับเป็น “ผู้ได้” เต็มๆ ดิฉันได้เรียนรู้จากทีมงาน ได้มิตรภาพและแรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมบรรยาย และได้ความหวังจากผู้ฟัง ดิฉัน “ได้” อย่างที่ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ขนาดนี้เลย ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้ดิฉันรู้ว่า ในทุกโอกาสของชีวิต ถ้าเรามองดีๆ เรานั้นเป็นผู้ได้รับเสมอ

ถ้าคุณคิดว่าชีวิตนี้คุณเป็นแต่คนให้คนอื่น คุณลองคิดอีกทีนะคะ เพราะในขณะที่คุณ “ให้” อะไรกับคนอื่นไป สิ่งที่ได้ “รับ” กลับคืนมานี้มีค่าพันเท่าทวีคูณเสียอีก

 ดังนั้นจงขอบคุณทุกโอกาสที่คุณจะได้เป็น “ผู้ให้” เถอะค่ะ