วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มโอกาสด้วยดิจิทัล

อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) หรือการที่อุปกรณ์ต่างๆ ล้วนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำงาน

 ยังคงได้รับแรงผลักดันในฐานะผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เริ่มที่จะเข้าสู่โอกาสการทำตลาดนี้ ข้อมูลอินเตอร์เนชั่นแนลคอร์ปอเรชั่น (ไอดีซี) เผยผลวิจัยว่าตลาดอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์จะเติบโตจาก 655.8 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2557 เป็น 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2563 อัตราการเติบโตต่อปี 16.9% โดยอุปกรณ์ต่างๆ การเชื่อมต่อ และการบริการไอที ถูกคาดการณ์จะสร้างตลาดส่วนใหญ่ของไอโอที ปี 2563 ด้วยยอดรายได้รวมกันกว่า 2 ใน 3 ของตลาดโลก โดยลำพังอุปกรณ์โมดูล หรือเซ็นเซอร์ ครองสัดส่วน 31.8% ของรายได้ทั้งหมด ไอดีซีคาดว่า ปี 2563 แพลตฟอร์มที่เป้าหมายชัดเจน โปรแกรมประยุกต์ และแอสอะเซอร์วิส จะเป็นรายได้หลักของไอโอที

ขนาดของประชากร และการเร่งสร้างนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถูกคาดหวังว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยจำนวนหน่วย หรือสิ่งของที่เชื่อมต่อได้นั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 3.6 พันล้าน เมื่อปี 2557 เป็น 9.2 พันล้านในปี 2563 ขณะที่ อุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ (wearable devices) คือโฉมหน้าใหม่การบริโภคของอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ที่เริ่มจะปรากฏให้รับรู้ โอกาสที่แท้จริงยังอยู่ที่องค์กรขนาดใหญ่ และตลาดภาครัฐ ผลกระทบเป็นระลอกของไอโอทีจะขับเคลื่อนรูปแบบธุรกิจแบบเดิมจากกระบวนการทางธุรกิจที่ใช้ประโยชน์ของไอที สู่บริการไอที และในที่สุดสู่ผลิตภัณฑ์ไอทีซึ่งเท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสถานะไอทีแบบเดิมๆ อุตสาหกรรมไอโอที ได้มาถึงระดับที่เติบโตมากในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นจีน และญี่ปุ่น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความต้องการตลาดที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการมุ่งเน้นไอโอทีจากผู้ผลิตไอซีทีชั้นนำเช่นเดียวกับกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ต่างเข้ามาฉกฉวยส่วนแบ่งโอกาสการเติบโตของตลาดไอโอที

สถานการณ์ของไอโอที เป็นโอกาสทั้งของผู้ซื้อ และผู้สร้าง ในส่วนของประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่แล้วคือผู้ซื้อ และผู้ใช้เทคโนโลยีที่ผู้ผลิตทั่วโลกต่างให้ความสนใจเข้ามาเปิดตลาดเป็นรายแรกๆ ในภูมิภาคเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีสินค้าใหม่เปิดตัวในอีกซีกโลกหนึ่ง ไม่นานนักอาจเป็นเพียงสัปดาห์ถัดมา หรืออีก 1-3 เดือนสินค้านั้นต้องมาเปิดตัวให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัส จับจอง เป็นเจ้าของ และสินค้าบางอย่างจะเปิดตัวที่ไทย พร้อมๆ กับอีกมุมโลก ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้แล้วนอกจากการบริโภค จ่ายเงินซื้อสินค้าออกไป ประเทศไทยควรส่งเสริม สร้างโอกาสใหม่ๆ เป็นผู้ผลิตงานป้อนแก่ตลาดเหล่านี้บ้าง โดยการส่งเสริมอย่างจริงจัง และจริงใจจากภาครัฐ ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องให้รัฐทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นี่คือสิ่งที่รัฐควรทำ ควรส่งเสริมให้คนไทยคิดค้น พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก เพื่อคนไทยจะได้มีชีวิตที่ลืมตาอ้าปากได้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย

ก่อนจะไล่ที่หาบเร่แผงลอยที่เกะกะ กีดขวางทางเดินเท้า กีดขวางเส้นทางจราจร ไม่เป็นหน้าเป็นตาแก่กิจการท่องเที่ยวของประเทศ ควรวางแผนสร้างงานให้คนเหล่านั้น ให้มีที่ยืน มีสถานะทางสังคมที่ดีขึ้น ไม่ใช่หาเช้ากินค่ำไปวันๆ หรือหนักกว่านั้นคือหามื้อกินมื้อ หาไม่ได้ก็อดตายไปตามยถากรรม หรือจัดระเบียบการขายล็อตเตอรี่ไม่ให้เกินราคา 80 บาทโดยควบคุมที่พ่อค้าแม่ค้าปลีกปลายทาง แต่ปล่อยปละละเลยให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว กำหนดราคาตามความพอใจ ซึ่งการค้าหากไม่ได้กำไร หรือกำไรไม่คุ้มต้นทุน ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว จะให้เขาประกอบอาชีพสุจริตใด ซึ่งรัฐต้องวางแผนระยะยาว ก่อนตัดหนทางทำกินของคนที่โอกาสมีจำกัด จะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว นำดิจิทัลมาสร้างโอกาสแก่พลเมืองของรัฐจะดีกว่าไหม